Slow Life, Slow Fashion

เทรนด์โลก เทรนด์เทคโนโลยี รวมถึงเทรนด์แฟชั่นมีการอัพเดทกันไวมากตามความเร็วของอินเทอร์เน็ต และความล้ำของแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่ส่งผลให้คนเข้าถึงแหล่งข้อมูลข่าวสารได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง อะไรที่ฮิตอยู่ ก็พร้อมจะเลิกฮิต และมีสิ่งใหม่เข้ามาทดแทนได้ทันทีเพียงชั่วข้ามชั่วโมงหรือข้ามนาที (อย่าเรียกว่าข้ามคืนเลย)

แล้วนับประสาอะไรกับเรื่องแฟชั่น เพราะคำว่า “Fashion” แปลตรงตัวก็คือ “กระแส” ซึ่งมาและพร้อมจะไปได้ตลอดเวลา ในหลายๆ ครั้ง การซื้อเสื้อมาหนึ่งตัว เรามักมีโอกาสลองสวมใส่แค่ 1 ครั้ง และอีกไม่กี่สัปดาห์ เสื้อสุดเก๋ก็กลายเป็นเลิกฮิตซะแล้ว

 

 

จนหมิวอยากขออนุญาตยกเรื่องราวหนึ่งที่หมิวเองกำลังเริ่มใส่ใจอย่างมากก็คือเรื่อง “Slow Fashion” สืบเนื่องมาจากการเห็นข่าวน้องปลาวาฬเกยตื้นมาเสียชีวิตที่ภาคใต้ เพราะน้องกินขยะพลาสติกเข้าไปในร่างกายจำนวนมาก หมิวได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกเสียใจที่คนเราทำอะไรลงไปโดยไม่รู้ตัว ขยะล้นโลก จนโลกเราต้องมารับภาระ แถมในอาหารหรือในอากาศ ยังเต็มไปด้วยมลภาวะจากเศษละอองพลาสติก ถ้ามีลูกมีหลานหมิวเองยังไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไรให้พวกเขาเติบโตขึ้นมาโดยไม่เป็นมะเร็งไปเสียก่อน

ทุกคนทราบหรือไม่ว่า แฟชั่นเสื้อผ้าที่มาไวไปไวหรือที่เรียกว่า “Fast Fashion” ก็มีส่วนในการทำให้โลกได้รับผลกระทบเหมือนกัน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้าแฟชั่นที่เน้นความเร็วและจำนวน มักไม่คำนึงถึงเรื่องมลภาวะ เช่น การย้อมผ้าด้วยสารเคมีทำให้เกิดน้ำเสียจำนวนมหาศาล หรือการนำใยพลาสติกมาเป็นส่วนหนึ่งในการทอผ้า ทำให้น้ำทะเลปนเปื้อน เพราะเหล่าเศษมวลพลาสติกเล็กๆ บนเนื้อผ้าที่คนมองไม่เห็นนี้จะหลุดออกมาเมื่อมีการซักผ้า หลังจากนั้นน้ำเหล่านี้จะถูกปล่อยลงสู่ทะเล น้ำทะเลก็จะเต็มไปด้วยมวลพลาสติกขนาดจิ๋วลอยอยู่จำนวนมาก เมื่อสัตว์ต่างๆ บริโภคเข้าไป มวลเหล่านี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเยื่อในตัวสัตว์ และเมื่อมนุษย์นำสัตว์เหล่านี้มาบริโภค จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นสาเหตุของการเกิดของมะเร็ง

 

 

แต่ก่อนที่จะดราม่ากันเกินไป เรื่องราวจริงๆ แล้วก็ไม่ได้หนักหนาอะไร เพียงแค่หมิวอยากพาคุณผู้อ่านทุกคนไปทำความรู้จักกับแบรนด์เสื้อผ้าแบรนด์หนึ่งที่ไม่อิงกระแส Fast Fashion ไม่อิงเทรนด์ แต่อิงเพียงความยั่งยืนและคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งนั้นๆ เรียกว่า เข้ากับความ Slow Life สุดๆ

แบรนด์นี้มีชื่อว่า “USAATO” เป็นแบรนด์เสื้อผ้าจากประเทศญี่ปุ่น มีต้นตอมาจากจังหวัดเกียวโต อันเป็นแหล่งวัฒนธรรมโบราณของชาวญี่ปุ่น ดีไซน์โดยคนญี่ปุ่น แต่ผลิตที่จังหวัดเชียงใหม่ ภาคเหนือของประเทศไทยเรานี่เอง การผลิตจะเริ่มตั้งแต่กระบวนการปั่นด้ายด้วยมือจากดอกฝ้าย ไปจนย้อมสีเส้นด้ายด้วยสีจากธรรมชาติ เช่น สีฟ้าจากครามสีน้ำตาลจากใบมะม่วง เป็นต้น รวมถึงการทอมือด้วยเครื่องทอแบบดั้งเดิม แบรนด์นี้จะไม่มีการบีบบังคับให้คนทำงานต้องเร่งรีบผลิตทีละจำนวนมากๆ แต่จะอนุญาตให้ผลิตได้ตามกำลังที่มี ไม่ต้องทำตามโควตา และไม่ต้องเร่งผลิตให้ทันยอดออร์เดอร์ มันก็จะ Slow Life มากๆ เลยใช่ไหมคะ

 

 

แต่ราคาก็ไม่ใช่น้อยๆ เหตุเพราะกระบวนการผลิตทุกขั้นตอนต้องอาศัยระยะเวลาที่ยาวนานกว่ากระบวนการอุตสาหกรรมทั่วไป ไม่มีการผลิตทีละมากๆ แถมลักษณะของการตัดเย็บมีการเก็บรายละเอียดที่เทียบเท่าสินค้า Hi-end คือ พับเย็บปิดตะเข็บ รับรองว่าไม่เห็นริมผ้าแพลมออกมาแน่ๆ ซึ่งจุดนี้จึงเป็นสาเหตุให้เสื้อผ้าอยู่คงทนนานกว่าการเย็บแบบทั่วไป และเป็นเหตุผลที่ทำให้สินค้าที่ผลิตได้มีราคาค่อนข้างสูงกว่าสินค้าทั่วไปในตลาด เพราะต้องใช้เวลาในการตัดเย็บมากกว่าตัดเย็บทั่วไปถึงเกือบ 2 เท่า โดยข้อมูลจากในเว็บไซต์ระบุว่า ราคาเริ่มต้นที่ 8,000 – 20,000 เยน หรือ ราวๆ 2,500 – 6,200 บาท

 

 

และสิ่งที่ทำให้แบรนด์นี้ดู Slow Life มากขึ้นไปอีกคือ การขายผ่านนิทรรศการเป็นหลัก โดยไม่เน้นการขายผ่านออนไลน์ เนื่องจากผ้าที่ผลิตได้ในแต่ละครั้งมีจำนวนจำกัด คนอยากซื้อก็ต้องไปดูที่นิทรรศการ ซึ่งเวียนไปจัดตามที่ต่างๆ หรือหน้าร้านที่จังหวัดเกียวโตเท่านั้น เอาเข้าจริงแล้ว การที่ลูกค้าได้มีโอกาสมาสัมผัสเนื้อผ้า ได้มองเห็นรายละเอียดในเส้นด้ายที่เป็นเสมือนงานศิลปะ ก็ทำให้เข้าถึงจิตวิญญาณของผู้ผลิต และมองเห็นคุณค่าของผลงานจริงๆ

 

สิ่งที่ต้องการก็คือ อยากให้แบรนด์นี้เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตเพื่อโลก เข้าใจค่ะว่า เราก็อยากแต่งตัวสวย ดูดี ดูโมเดิร์น บางครั้งเสื้อผ้าที่มาจากการทอมือหรือใยธรรมชาติล้วนๆ อาจไม่ถูกใจสาวกแฟชั่นบางกลุ่ม แต่หมิวเชื่อว่า วันหนึ่งเราจะมีแบรนด์เสื้อผ้าที่ทำเสื้อผ้าออกมาได้ถูกใจ ใส่แล้วหรูหราโก้เก๋ แถมช่วยดูแลโลกของเราให้หายและปลอดภัยจากมะเร็งอีกด้วย

อ้างอิงภาพ: usaato.com, youtube.com/user/usaato

 

LIKE & SHARE

ชอบเรื่องนี้จนต้องบอกต่อ