HERE IS SHIMOTSUI !?
หมู่บ้านเงียบสงบริมทะเลชวนฝันหวาน

ย่านชิโมะซุอิ (Shimotsui) คือหมู่บ้านชาวประมงอันเงียบสงบริมทะเลในจังหวัดโอคายาม่า (Okayama) ทิศใต้ของหมู่บ้านหันหน้าออกสู่ทะเลกว้าง มองเห็นหมู่เกาะใน Seto Inland Sea (Setonaikai) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่สำคัญของญี่ปุ่น ส่วนทิศอื่นๆ ของหมู่บ้านล้อมรอบด้วยภูเขาและเนินเขาสูงทำให้มีจุดชมวิวสวยงามมากมาย สามารถชื่นชมบรรยากาศได้ทั้งยามดวงอาทิตย์ขึ้นและตก เป็นมุมมองแบบพาโนรามาที่ครอบคลุมหมู่บ้านได้ทั้งหมู่บ้านเลยทีเดียว

 

ชิโมะซุอิ (Shimotsui) จ.โอกายามะ (Okayama)

 

ชิโมะซุอิเป็นย่านที่อยู่อาศัยดั้งเดิม ยังไม่เป็นที่รู้จักสำหรับนักท่องเที่ยว การได้มาเยือนที่นี่จึงสามารถซึมซับวิถีชนบทของญี่ปุ่นจริงๆ แถมด้วยกิจกรรมชาวเลที่น่าสนใจในทุกๆ จุดของหมู่บ้าน ตั้งแต่ชาวบ้านที่นั่งตกปลาเงียบๆ อยู่ริมชายฝั่งคนเดียว เรือประมงหลากหลายขนาดกำลังเทียบท่า ปลาหมึกแห้งตัวโตที่โบกสะบัดตามลมอยู่บนระเบียงบ้านชั้นสองและตลาดปลายามเช้าอันแสนคึกคัก วิธีการท่องเที่ยวที่เหมาะสมที่สุดในหมู่บ้านนี้คือการขี่จักรยาน เพราะสามารถทำให้เราไปเที่ยวชมได้อย่างทั่วถึง และเขายังมีทางจักรยานที่ดัดแปลงมาจากทางรถไฟเก่าให้เราได้ชมธรรมชาติกันแบบไม่มีเบื่อเลยอีกด้วย

 

หมู่บ้านชาวประมงชิโมะซุอิ (Shimotsui)

 

จุดเด่นที่สุดของย่านชิโมะซุอิคือสะพานเซะโตะ โอะฮะชิ (Seto Ohashi) สะพานข้ามทะเลขนาดใหญ่ที่ทอดยาวจนเกิดเป็นร่มเงาข้ามเมืองไป อีกทั้งยังกลายเป็นเครื่องประดับที่ทำให้ทัศนีย์ภาพของหมู่บ้านโดดเด่นขึ้นมาเหนือพื้นที่อื่นๆ ของญี่ปุ่น ส่วนประวัติความเป็นมานั้นจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน มาดูกันค่ะ!

 

LITTLE VILLAGE IN OKAYAMA

ขี่จักรยานชมเมืองชนบท อันห่างไกลผู้คนของญี่ปุ่น

 

เจ้าแมวเหมียวที่ชิโมะซุอิ (Shimotsui)

 

เป็นโชคดีอย่างที่สุด เมื่อฉันเลือกนอนพักที่โรงแรมวะชูไฮแลนด์ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับย่านชิโมะซุอิ เพราะที่นี่มีจักรยานให้เช่ารายวันฉันจึงออกเดินทางไปท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ ได้อย่างสบาย บรรยากาศภายในหมู่บ้านนั้นเงียบสงบ มีทั้งบ้านไม้เก่าแก่ เรือประมงหลายขนาด สะพานใหญ่ยักษ์ และเส้นทางธรรมชาติเขียวขจี แต่เนื่องจากหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในหุบเขาติดชายฝั่งทะเล ถนนสายต่างๆ คดเคี้ยวขึ้นลงไปมา การขี่จักรยานที่นี่จึงอาจทำให้เสียเหงื่อเบาๆ แต่พอกลับไปโรงแรมแล้วได้แช่ออนเซ็นสบายๆ ความเหนื่อยล้าทั้งหมดก็หายไปทันที ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวในหมู่บ้านเล็กๆ นี้มีอะไรกันบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

 

HIDAKO:

ไปดูเขาตากปลาหมึกแห้งกัน!

 

ฮิดาโกะ (Hidako) ปลาหมึกยักษ์ตากแห้ง

 

ฮิดาโกะ (Hidako) คือปลาหมึกยักษ์ตากแห้ง (แม้จะฟังดูคล้ายชื่อ ฮิเดโกะ ของอังศุมาลิน แต่หน้าตาไม่น่ารักเหมือนอังศุมาลินแน่นอน) เป็นผลผลิตทางทะเลที่มีชื่อเสียงของย่านชิโมะซุอิ ฉันได้เห็นปลาหมึกยักษ์ตากแห้งนี้สะบัดตัวตามลมเป็นระยะๆ ตลอดทางที่ขี่จักรยานผ่านหมู่บ้าน เป้าหมายแรกของฉันคือตลาดปลาเล็กๆ ริมน้ำ ที่เมื่อไปถึงก็พบว่ามันดูเหมือนอาคารขึ้นปลาของชาวประมงมากกว่า ทำให้รู้ว่าคนที่นี่เมื่อเขาจับปลามาถึงฝั่งก็เอามาวางขายกันเลย คนแถวนี้จึงมีอาหารทะเลสดๆ กินกันทุกวันจนน่าอิจฉา

 

ชาวประมงกำลังนำปลาหมึกยักษ์มาตากแห้ง

ปลาหมึกยักษ์ที่ชิโมะซุอิ (Shimotsui)

 

ปลาหมึกยักษ์ของที่นี่จับได้เฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมเท่านั้น เป็นปลาหมึกไซส์ใหญ่ยักษ์พิเศษกว่าที่อื่นๆ ของญี่ปุ่น ซึ่งตัวใหญ่ๆ หนึ่งตัวมีน้ำหนักได้มากถึง 3 กิโลกรัมเลยทีเดียว ชาวประมงจะจับปลาหมึกมาตากแห้งทั้งที่ยังเป็นๆ อยู่ ฟังดูแล้วเหมือนเป็นเรื่องโหดร้าย แต่จริงๆ แล้วทำให้ได้ปลาหมึกแห้งที่อร่อยมาก โดยจะตากปลาหมึกแห้งด้วยลมเย็นๆ ของฤดูหนาวไม่ให้โดนแดด ทำให้ได้ปลาหมึกแห้งคุณภาพดี มีราคาขายกันอยู่ที่ตัวละ 4,000-7,000 เยนเลยทีเดียว

 

บรรยากาศของย่านชิโมะซุอิ (Shimotsui)


DID YOU KNOW?

ระยะเวลาการตากปลาหมึกแห้งที่ออกมาแล้วอร่อยที่สุดคือ 5 วัน

 

VIEW POINT:

ศาลเจ้าโบราณและสะพานใหญ่ยักษ์

 

สามารถมองเห็นสะพานเซะโตะ โอะฮะชิ (Seto Ohashi) ซึ่งเป็นสะพานสองชั้นที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่น ได้ที่ศาลเจ้ากิอง (Gion)

 

เมื่อขี่จักรยานมาตามทางเลียบชายฝั่ง ก็จะพบกับศาลเจ้ากิอง (Gion) ศาลเจ้าโบราณที่มีบันไดหินสูงแทรกตัวระหว่างพุ่มไม้ตัวศาลเจ้าตั้งอยู่บนเนินเขา พอขึ้นไปก็จะพบกับประตูหินขนาดใหญ่และบรรยากาศเงียบสงบ ภายในมีอาคารไม้โบราณหลายหลัง ให้เราได้ชื่นชมกับสถาปัตยกรรมที่งดงามของญี่ปุ่น ที่สำคัญที่สุดคือศาลเจ้านี้เป็นจุดชมวิวที่สวยงามอีกแห่งของชิโมะซุอิ

พอได้เห็นวิวบนเขาตรงหน้า ความเหนื่อยล้าจากการเดินขึ้นบันไดมาหลายขั้นก็หายเป็นปลิดทิ้ง เราสามารถเห็นวิวทะเลได้ไกลสุดสายตา และยังเป็นอีกมุมที่สามารถมองเห็นสะพานเซะโตะ โอะฮะชิ (Seto Ohashi) ซึ่งเป็นสะพานสองชั้นที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่น ชั้นบนเป็นทางสัญจรของรถยนต์ธรรมดาและชั้นล่างเป็นทางรถไฟนั่นเอง สะพานนี้ข้ามผ่านทะเลเพื่อเชื่อมต่อไปยังเกาะชิโกกุ (Shikoku) จะมีการแสดงไฟตอนกลางคืนที่สวยงามทุกวันเสาร์และช่วงเทศกาลสำคัญด้วย

 

 

ใครอยากลองนั่งรถไฟข้ามสะพานเซะโตะ โอะฮะชิ ก็สามารถไปขึ้นได้ที่สถานีรถไฟโคะจิมะ (Kojima) และลงที่สถานีมารุกาเมะ (Marugame) ที่มีปราสาทมารุกาเมะตั้งอยู่ เพื่อแวะเที่ยวสักพักเป็นทริปสั้นๆ ระหว่างวันก็ได้ ค่ารถไฟต่อเที่ยวอยู่ที่ 840 เยน ระหว่างอยู่บนสะพานก็จะได้เห็นวิวผ่านรถไฟที่แปลกตาไปอีกแบบหนึ่ง

 


DID YOU KNOW?

สะพานเซะโตะโอะฮะชิ เริ่มก่อสร้างในปี 1978 ใช้เวลาก่อสร้างถึง 10 ปี จึงแล้วเสร็จ รวมระยะทาง 13.1 กิโลเมตร

 

RIDE IN VILLAGE:

ขี่จักรยานบนทางรถไฟสายเก่า

 

ขี่จักรยานบนทางรถไฟสายเก่า

 

ก่อนจะถึงเส้นทางจักรยาน เราต้องขี่ผ่านสถานีรถไฟที่เลิกใช้งานไปแล้วและมีโบกี้รถไฟเก่าตั้งโชว์ไว้ด้วย รถไฟเก่าที่เลิกใช้งานไปแล้วของที่นี่หน้าตาก็เหมือนรถไฟปกติของบ้านเราที่ยังคงใช้เดินทางข้ามจังหวัดกันอยู่ แต่มีสีสันน่ารักกว่าเท่านั้น เมื่อไม่ได้ใช้งานรถไฟแบบนี้แล้ว ทางรถไฟสายเก่าจึงถูกเปลี่ยนเป็นทางจักรยานที่ทำจากดินมีหญ้าขึ้นประปราย ล้อมรอบชุมชน พอผ่านสถานีรถไฟเก่าไปจะพบกับอุโมงค์คอนกรีตแคบๆ ที่ให้บรรยากาศพิศวงหน่อยๆ บังคับสายตาให้รู้สึกประทับใจเมื่อออกจากปลายอุโมงค์ไปแล้วพบกับต้นไม้น้อยใหญ่เบื้องหน้า ตลอดเส้นทางจักรยานมีภูมิประเทศที่แตกต่างกันไป ทั้งผาหิน ทุ่งโล่ง เนินเขา บ้านเรือนหลังเล็กๆ ในหมู่บ้านขนาดย่อมแบบชนบท และชาวญี่ปุ่นที่ขี่จักรยานสวนไปมา ลมเย็นสบายที่พัดพาใบไม้ให้ปลิวเลื่อนลอยชวนให้บรรยากาศรื่นรมย์ แวะชมและถ่ายรูปได้ตลอดทาง


DID YOU KNOW?

โรงแรมวะชูไฮแลนด์มีแผนที่ย่านชิโมะซุอิแจกผู้เข้าพักทุกคน บอกเส้นทางจักรยานและการเดินทางอย่างละเอียด

WASHU HIGHLAND HOTEL:

ห้องกว้าง วิวดี อาหารอร่อย

 

โรงแรมวะชูไฮแลนด์ (Washu Highland Hotel) มีชื่อเสียงเรื่องจุดชมวิวชิโมะซุอิที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง

 

โรงแรมวะชูไฮแลนด์ (Washu Highland Hotel) ตั้งอยู่บนเนินเขาที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 110 เมตร ทำให้โรงแรมแห่งนี้มีชื่อเสียงเรื่องจุดชมวิวชิโมะซุอิที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง ภายในโรงแรมตกแต่งแบบคลาสสิกดูร่วมสมัยมีห้องพักทั้งแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่มีเสื่อทาทามิกับประตูไม้บานเลื่อน และห้องสไตล์โมเดิร์นให้เลือกตามความชอบ ที่ทั้งสะอาดและสบาย รับรองฝันหวานแน่นอน

 

บรรยากาศภายในห้องพักโรงแรมวะชูไฮแลนด์ (Washu Highland Hotel)

 

โดยจุดเด่นที่สุดของโรงแรมนี้คือ วิวแบบพาโนรามาที่มองเห็นสะพานเซะโตะ โอะฮะชิ และหมู่เกาะใน Seto Inland Sea (Setonaikai) แบบสุดสายตาทั้งจากห้องพัก ห้องอาหาร และออนเซ็น

 

วิวแบบพาโนรามาที่มองเห็นสะพานเซะโตะ โอะฮะชิ และหมู่เกาะใน Seto Inland Sea (Setonaikai) แบบสุดสายตาทั้งจากห้องพัก ห้องอาหาร และออนเซ็น

 

บนดาดฟ้าชั้น 7 ของโรงแรม ถูกตกแต่งให้เป็นออนเซ็นกลางแจ้งที่สามารถชมวิวยามค่ำคืนแสนโรแมนติก และชมพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า ซึ่งจะอาบแสงสีทองไปทั่วทั้งบริเวณ และยังมีออนเซ็นที่ผสมน้ำผึ้งและสารสกัดจากไข่มุกให้บริการที่ชั้น 2 และ 3 ของโรงแรมด้วย

 

อาหารแสนอร่อยของโรงแรมวะชูไฮแลนด์ (Washu Highland Hotel)

 

นอกจากนี้ทางโรงแรมยังมีห้องอาหารที่ให้บริการชุดอาหารเย็นแบบไคเซกิสุดหรูหรา ไปจนถึงบุฟเฟ่ต์อาหารเย็นที่มีโชว์การแล่ปลาหมึกยักษ์สดๆ แบบที่ยังเป็นๆ อยู่ให้ดูอีกด้วย ส่วนใครที่ชอบดื่ม ต้องลองสาเกของโอะคะยะมะที่โรงแรมนี้รวบรวมมาให้เลือกชิม ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญสาเก หรือ Sake Sommelier คอยแนะนำรสชาติต่างๆ ให้เป็นอย่างดีและในห้องอาหารแบบบุฟเฟ่ต์นี้เราสามารถชมการแสดงไฟบนสะพานเซะโตะ โอะฮะชิ ระหว่างรับประทานอาหารในคืนวันเสาร์หรือช่วงเทศกาลสำคัญได้อีกด้วย

INFO
Address: 303-17, Shimotsuifukiage, Kurashiki, Okayama
Tel: 081-86-479-9500
Website: www.hailand.co.jp.e.aah.hp.transer.com

 

EASY WAYS TO SHIMOTSUI:

การเดินทางแสนง่าย

การเดินทางมาที่หมู่บ้านชิโมะซุอิจากตัวเมืองโอคายาม่าสามารถนั่งรถไฟสาย Seto-Ohashi Line มาลงที่สถานีโคะจิมะ ใช้เวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น จากนั้นนั่งรถประจำทางสาย Kojima-Shimotsui ที่สถานีรถบัส อีก 20 นาที ก็ถึงหมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้แล้ว

 

LIKE & SHARE

ชอบเรื่องนี้จนต้องบอกต่อ