สารบัญ

เราคงแทบไม่ต้องแนะนำกันแล้วว่า อุดม แต้พานิช คือใคร เมื่อเทียบกับความโด่งดังของการแสดง Stand-Up Comedy ภายใต้ชื่อ “เดี่ยว” ของเขา ที่น้อยคนนักจะไม่รู้จัก

ความสามารถในการแสดงที่ทั้งจิกกัดและเรียกเสียงหัวเราะไปพร้อมๆ กันของเขาพัฒนามาสู่การแสดง “หมู่” ที่เพิ่งจบไปเมื่อปลายปีที่แล้ว (และยังคงมีซีดีวางจำหน่ายอยู่ตามร้านทั่วไป) ก็สร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ในวงการ Comedy เมืองไทยไม่น้อย ความน่าสนใจของเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องราวตลกๆ เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผลงานด้านศิลปะที่น่าจับตามมองอีกด้วย

เมื่ออุดมเคยออกตัวไว้ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วในการแสดง เดี่ยว 8 ของเขาว่า สำหรับเขาแล้ว “ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่แบบว่า…ให้ไปกี่ทีก็ไม่ปฏิเสธ เป็นประเทศที่ผมชอบมาก รู้สึกว่าถ้าประเทศไทยเราจะเอาเยี่ยงอย่างประเทศอะไรสักประเทศหนึ่งก็น่าจะเป็นญี่ปุ่น” พร้อมกับหยิบเอาประเด็นเรื่องห้องน้ำญี่ปุ่นมาเล่าเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในระดับรายละเอียดชนิดที่เราคาดไม่ถึง
นอกจากเรื่องราวในครั้งนั้น หากให้เขาลองพูดถึงญี่ปุ่นอีกครั้งจะเป็นอย่างไร จึงตกลงใจได้ว่า ถ้าจะให้บุคคลใดแนะนำการท่องเที่ยวญี่ปุ่นเป็นคนแรกให้กับ KIJI แล้วละก็ อุดม แต้พานิช น่าจะมอบมุมมองใหม่ๆ ทั้งในแง่ของการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และศิลปะ ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานให้กับผู้อ่านได้อย่างแน่นอน

 

Q. ทราบมาว่าคุณชอบไปประเทศญี่ปุ่นมาก

ผมไปบ่อยมาก นี่ก็เพิ่งกลับมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คำว่าชอบนี่ยังไม่พอนะสำหรับประเทศญี่ปุ่น…รักเลย รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนญี่ปุ่นเลย พอลงเครื่องที่นาริตะปุ๊บ รู้สึกว่า “เฮ้ย! เรากลับบ้าน” ฟังดูดัดจริตมากๆ นะ แต่ต้องบอกว่าไม่ใช่แค่ผมหรอก คนไทยส่วนใหญ่เนี่ย เราโตมากับการ์ตูนญี่ปุ่น ผมโตมากับฮาโตริ โดเรม่อนยุคแรกๆ อาราเล่ ไอมดแดง อุลตร้าแมนต่างๆ พวกนี้นะ หน้ากากเสือด้วย คือโตมามันมีความคุ้นเคยอยู่ในนั้นโดยอัตโนมัติ

แล้วพอวันหนึ่งมีโอกาสได้ไปญี่ปุ่น น่าจะหลายสิบปีมาแล้ว มันเลยดูเหมือนกับว่า “เฮ้ย! นี่เอง บ้านช่องที่อยู่ในโดเรม่อนมันเป็นอย่างนี้นี่เอง” “อ๋อออ โนบิตะมันอยู่แบบนี้ สวนสาธารณะมันอยู่แบบนี้หรือนี่” แล้วสิ่งที่อยากกินสิ่งแรกเลยตอนที่ไปญี่ปุ่นคือ ขนมถั่วแดงที่โดเรม่อนมันชอบกินอะ มันเรียกว่าอะไรอะ (ทีมงาน : โดรายากิ) เออนั่นแหละ! กินไปก็ไม่ได้รู้หรอกว่าอร่อยไม่อร่อย แต่ว่ามันคุ้น แล้วก็อยากรู้ว่าทำไมโดราเอมอนมันอยากกิน มันมีความเชื่อมโยงอะไรบางอย่างที่มันถูกจริตมาก

โดราเอมอนกับโดรายากิของโปรด ขอบคุณภาพจาก  justhungry.com

 

แล้วก็รู้สึกว่า เฮ้ย! บ้านเมืองอะไรวะ ทำไมมันมีแต่ของน่ารักๆ ทุกอย่าง ไม่เคยเจอะในประเทศไหนๆ ในโลก ป้ายก็เป็นการ์ตูน หรือสัญญาณบอกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในรถไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งป้ายเขตเมือง ฝาท่อระบายน้ำ ทุกๆ อย่างมันเต็มไปด้วยการ์ตูนหมดเลย เรารู้สึกว่าเมืองนี้เราชอบมันมากเลย มันเหมือนอยู่ในโลกการ์ตูน แล้วคนญี่ปุ่นบุคลิกก็เหมือนการ์ตูน ยิ่งตอนใส่ชุดกิโมโนแล้วก็เดินได้สั้นๆ ประมาณคืบหนึ่ง กึกๆ กึกๆ (ทำท่าคว่ำฝ่ามือเป็นก้าวสั้นๆ ไปด้วย) ทุกอย่างมันเหมือนการ์ตูนไปหมด คือถ้าให้ย่อประเทศญี่ปุ่นในสองคำ คือ “น่ารัก” นะ

 

Q. ความน่ารักที่เห็นเมื่อสิบปีที่แล้วกับความน่ารักที่เพิ่งกลับมา มันแตกต่างหรือมีพัฒนาการอย่างไรบ้าง

มันก็เริ่มเห็นแง่มุมอื่นมากกว่าความน่ารัก เห็นแง่มุมของความประณีต ซึ่งถ้าจะให้เล่าอย่างง่ายที่สุด คือ ตอนที่คุณไปซื้อช็อกโกแลตสักชิ้นหนึ่ง ไม่กี่ร้อยเยนเอง เขาห่อซะเหมือนประมาณสัก 30,000 เยน ทั้งห่อ ทั้งพับ หยิบ ส่งให้ โค้งไปถึงหน้าประตู นี่คือความประณีต เอาใจใส่ ความถ่อมเนื้อถ่อมตัว ผมไปมาในโลกนี้ก็หลายประเทศนะ แต่คิดว่าประเทศนี้เป็นประเทศที่ถ่อมเนื้อถ่อมตัวที่สุด คือไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกหรือต้อยต่ำกว่า ไม่ว่าเราจะซกมกขนาดไหน ผมก็ไม่เคยเห็นคนญี่ปุ่นหยาบคายกับผมนะ อันนี้ผมโชคดีด้วยมั้ง

เทคโนโลยี ซึ่งอันนี้ไม่ต้องพูดถึงหรอก คือประเทศชาติคุณเปรียบเทียบกับรถไฟฟ้าบ้านผมเนี่ย บ้านผมมีรถไฟก่อนคุณนะ ตั้งแต่สมัย ร.5 ทุกวันนี้ผมยังใช้หัวจักรนั้นอยู่นะครับ ยังวิ่งอยู่ แล้วผมก็ชอบปรัชญาความคิดของคนญี่ปุ่นนะ โดยเฉพาะ วาบิ ซาบิ (Wabi-Sabi) หรือความงามของความไม่สมบูรณ์แบบ มันน่าประทับใจมาก แล้วก็รวมไปถึงวิธีคิดอะไรบางอย่างที่ผมยังแกะไม่ออก ที่ไม่รู้ว่าทำไมคนญี่ปุ่นเป็นแบบนี้ คือเวลาที่เราอยู่เมืองไทย เราใส่เสื้อผ้าอะไร แล้วมันจะมีบางวันที่เราใส่ออกไปแล้วเราโดนทักว่า “ทำไมมึงแต่งตัวแบบนี้” “มึงใส่แบบนี้ไปได้ยังไง เฉดสีนี้กับสีนี้มันไม่แมทช์กันนะมึง มึงบ้าหรือเปล่า” แล้วเราก็ต้องกลับมาเปลี่ยน พอโดนทักก็รู้สึกไม่มั่นใจ แต่เวลาเราไปญี่ปุ่น คือเหมือนเราตื่นมาเราไม่ต้องมองตู้เสื้อผ้า เราหยิบอะไรมาใส่ก็ได้ เราเอากางเกงมาใส่เป็นเสื้อ เราใส่รองเท้าข้างละสี หรือเราจะใส่แว่นสักสองอันบนหน้ามันก็ไม่ผิด มันเป็นเรื่องปกติที่เราสงสัยว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้นได้ ทำไมเดินไปไหนแล้วเห็นคนที่ได้แต่งตัวอย่างที่ตัวเองอยากจะแต่งโดยที่ไม่ต้องรู้สึกว่าผิด อันนี้เป็นที่ผมรู้สึกงงมากเลย ผมก็ยังแกะรหัสไม่ออกเลย แล้วผมคิดว่าหลายๆ คนก็เป็นนะ ผู้หญิงไทยเวลาไปญี่ปุ่น คุณจะได้แต่งตัวเต็มที่สุดในชีวิตเท่าที่คุณทำได้ คุณไม่ต้องแคร์ใครด้วย แล้วคุณก็ถ่ายรูปกันอย่างเมามัน แต่ว่าพอลงสนามบินสุวรรณภูมิปุ๊บ ทำไมอะ ทำไมเราทำแบบนั้นไม่ได้ วันรุ่งขึ้นเราก็ไม่สามารถทำแบบนั้นได้อีก แม้ว่าเราจะอยากทำนะ ผมเลยรู้สึกว่าเวลาผมไปญี่ปุ่น แค่มองคนผมก็ตื่นเต้นแล้ว

 

Q. เคยไปญี่ปุ่นแล้วเจอเหตุการณ์ไม่ดี หรืออะไรที่ทำให้สะดุดใจสักนิดไหม

สะดุดใจนิดหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะว่าขัดกับวัฒนธรรม เช่น การเข้าไปในร้านอาหารแล้วเราเสือกเอาขนมไปกินด้วย เอาขนมจากร้านอื่นมา คือถ้าเป็นคนไทย เรากินร้านไหนก็ได้ใช่ป่ะ เผลอๆ เราขอจานด้วย “ขอจานมาใส่หน่อย” ซื้อกล้วยทอดมาจากร้านอื่นแล้วก็มากินร้านเขา อันนี้เราเอามากินเสร็จปุ๊บเขาก็จะเดินมาแบบ “ซี้ดดด” ซี้ดมาก่อนเลย เขาจะเผ็ดมาก่อน “ซี้ดดดอ่า ซี้ดอ่า” ซี้ดอยู่ตั้งนานนึกว่ากินอะไรเผ็ด ซี้ดมาเพื่อที่จะมาบอกว่า “เอิ่มมม” แล้วก็ทำนิ้วกากบาท ผมเจอประจำเลย กากบาทแบบนี้ก็คือว่ากินไม่ได้นะ ต้องไปกินข้างนอก ก็จะอ๋อ อันนี้มันเป็นเพราะเรา หรือว่าการเข้าไปในร้านอาหารจำนวนมากๆ คือพี่ไทยเราเวลาไปถล่มร้านก๋วยเตี๋ยว บางทีเราไปเจ็ด แปด เก้า สิบคน แต่ว่าที่ญี่ปุ่นทุกอย่างมันจะมีแค่สองที่ สามที่ พี่ไทยเราก็จะเลื่อนโต๊ะมาติดกันประจำ เก็ตไหม เขาก็จะมา “ซี้ดดด” เผ็ดอีกแล้ว ซี้ดมาเลย คือเลื่อนไม่ได้ มันผิดฮวงจุ้ยเขาไม่ได้ (หัวเราะ) อย่างนี้ผมไม่เรียกว่าสะดุดใจหรอกครับ ผมถือว่าวัฒนธรรมเขากับเรามันต่างกันเท่านั้นเอง หรือว่าการเดินกินไปเรื่อยเปื่อย พี่ไทยเราเนี่ย เราจะถือไอศกรีม เราจะกินเครป หรืออะไร เราก็เดินกินเข้าทะลุทุกที่ไม่ว่าจะในวัด ในโบสถ์ เราก็กิน แต่ว่ามันมีหลายที่ที่เรากินไม่ได้นะ สมมติแค่ในแกลเลอรี่นี่เขาก็ไม่อนุญาตในเข้าไปอยู่แล้ว

 

Q. ปกติไปญี่ปุ่นจะเที่ยวแบบไหน

คือผมเป็นมนุษย์ที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นแบบไม่ได้ไปตามแลนด์มาร์คอะไรแบบนั้นอะนะ ไม่ถนัด แต่ชอบอยู่ย่านๆ หนึ่งที่อยู่ได้ทั้งวัน อย่างที่ คิชิโจจิ (Kichijōji) ผมอยู่ได้ทั้งวัน ไปนั่งกินกาแฟร้านตรงนี้ แล้วก็อยู่ได้ทั้งวันเลย นั่งดูเพลินๆ นั่งอยู่ในสวนอิโนะคะชิระ (Inokashira) ที่คิจิโจจิจะมีสวนสาธารณะอยู่อันหนึ่ง ผมอยู่ได้ทั้งวันเลย แค่นั่งดูคนก็เพลินมากๆ แล้วนะ

สวนอิโนะคะชิระ (Inokashira)

Q. ไปคิชิโจจิบ่อยไหม

ไปบ่อยเลย ไปบ่อยมากๆเลย น่าจะสิบครั้งได้ น่าจะเกินสิบด้วย ผมชอบมาก คือถ้าสมมติในญี่ปุ่นถ้าเลือกเมืองไปอยู่ได้ ผมอยู่คิชิโจจินะ ผมว่าไม่ไกลจากโตเกียวมาก เป็นชุมชนที่สงบ แล้วก็เหมือนพวกศิลปินจะไปอยู่แถวนั้นเยอะ ถ้าเป็นเชียงใหม่ก็คงเหมือนนิมมานอะไรอย่างนี้ แล้วก็มีช็อปเล็กๆ ขายของเล็กๆ เล็กน้อยมากจนรู้สึกว่า “มึงจะพอกินหรือเนี่ยยยย”

 

Q. ถ้าให้แนะนำสถานที่ในคิชิโจจิ อยากแนะนำที่ไหนเป็นพิเศษบ้าง

ถ้าพวกชอบการ์ตูนก็ไปพิพิธภัณฑ์จิบลิก่อนเลย เดินผ่านสวนอิโนะคะชิระออกไปประมาณ 10 นาที จะเจอพิพิธภัณฑ์ของจิบลิ ถ้าชอบซากุระนี่อยู่ในที่สวนอิโนะคะชิระ (Inokashira) เลย มันจะมีบึงน้ำที่สวยมาก แล้วจะมีสะพานข้าม ถ้ายืนอยู่บนสะพานคุณจะเห็นซากุระทั้งสองข้างมันโน้มลงมา เหมือนวงเล็บเปิด วงเล็บปิด เวลาลมมาแรงๆ ดอกซากุระมันก็จะร่วงลงไปในน้ำ แล้วก็มีเป็ดให้ถีบ มีทั้งเป็ดให้ถีบและเป็ดจริงตัวเล็กๆ ที่ว่ายไปมา ผมก็ซื้อไก่ย่างไปนั่งกิน เพลินมาก เป็นมุมโปรดผมเลยนะ

เนื้อก้อนทอดร้าน Satou

แล้วก็ถ้าย้อนออกมาหน่อย ในย่านนั้นก็จะมีช็อปเล็กๆ ผมจะไปซื้อเสื้อเชิ้ตร้านนี้ประจำ ชื่อ GRANDMA MAMA DAUGHTER แล้วก็มีร้านกาแฟร้านหนึ่งที่เป็นทางลงไปใต้ดินแล้วเป็นอุโมงค์เหมือนอยู่ในถ้ำ ชื่อร้าน Kugutsusou เดินลงไปแล้วเป็นประตูเหล็กหนักๆ ร้านนี้น่าไปมากผมแนะนำเลย ตัวเองไม่ได้ชอบกินกาแฟมากหรอก แต่ชอบนั่งอยู่ในถ้ำ มีโต๊ะอยู่สักประมาณ 6 โต๊ะ เล็กๆ แล้วก็มีแสงลอดออกมานิดๆ แล้วก็สี่แยกในย่านตลาดจะมีร้านหมูทอดเนื้อทอดอร่อยมาก ที่คนต่อคิวกัน ชื่อร้าน SATOU คือผมก็ไม่รู้ ผมไปผมก็ไปแบบมั่วๆ วิธีการของผมก็คือถ้าเห็นใครยืนต่อคิวตรงไหน ก็จะไปต่อด้วย แล้วก็ดูๆ ข้างหน้าซื้ออะไรก็ซื้อด้วย ซื้อแบบเขา แล้วก็มาลุ้นเอาว่ามันคืออะไร พอกินเสร็จ… “กูว่าแล้วมึงต่อคิวเพราะอย่างนี้นี่เอง” อย่างร้านนี้เราก็ไปซื้ออย่างอื่นซะเยอะเลย ซื้อหมูทอดอะไรทอด แต่จริงๆ ซื้อเนื้อทอดมาก้อนเดียวพอ หมูนี่กินไม่ได้เลยนะ เนื้อทอดโอเคอร่อยมากกกก อย่างนี้ก็จะได้รู้ ก็จำไว้ว่าไอ้ร้านนี้อันนี้เด็ด แล้วก็มีร้านเนื้อย่างยากินิกุในห้างสรรพสินค้าเก่าๆ อยู่ข้างบนที่ยังเป็นแบบดั้งเดิมอยู่ คุณป้านี่ก็แบบคุณป้ามาร์ธาอยู่ที่นั้นมาเหมือนจะเสิร์ฟเราเป็นมื้อสุดท้ายแล้วจะเสียชีวิต แต่อร่อยมาก ร้านโปรดก็จะอยู่แถวนั้น ก็จะมี UNITED ARROWS, TOMORROWLAND มันจะอยู่ในเวิ้งนั้นเต็มไปหมด

 

Q. นอกจากที่โตเกียว เคยไปที่ไหนบ้างของญี่ปุ่น

เคยไปเกียวโตกับโอซาก้า ไม่ได้เน้นผจญภัยอะไรมาก คือผมพ้นยุคที่จะตามล่าหาความจริง ปีนป่าย ไม่เอาแล้ว ผมชอบอยู่ที่สบายกินของอร่อย การไปญี่ปุ่นก็เหมือนไปพักผ่อนหย่อนใจ ก็ไม่ได้จะไปถ่ายรูปอวดใคร ไม่มีแล้ว ที่ไปนี่ขอแค่ได้นั่งอยู่ในที่ที่ชอบๆ แค่นั้น เดิน กิน กินจุก นั่ง เดินให้มันย่อย เดินย่อยๆ หิวอีกแล้ว กิน! อยู่ในอากาศเย็นๆ แล้วก็กิน อย่างนี้เลย ครั้งล่าสุดก็กินวันละ 5-6 มื้อนะ พักอยู่แถวชินจูกุ ในโรงแรมก็อตซิลล่า (Hotel Gracery Shinjuku) อันนี้ก็แนะนำ สำหรับเด็กที่ชอบถ่ายรูป มันจะมีก็อตซิลล่า มาร้องพ่นไฟทุกกี่ชั่วโมงไม่รู้ ผมก็ตื่นเต้นวิ่งไปดู ตัวเบ้อเร่อเลยอยู่ข้างบน มันก็ร้อง “แอ๊ แอ๊” มีลำโพง มีไฟกะพริบ “แปลบ แปลบ” “แอ๊” แล้วมีควันออกมา แค่นั้นแหละ มันจะไม่มีอะไรมากกว่านี้นะ นอกนั้นห้องพักมันสะอาด ไม่มีกลิ่นบุหรี่ แล้วก็เดินแถวๆ นั้น มันอยู่เยื้องดองกี้ไป คนไทยน่าจะชอบมากดองกี้ (Don Quijote) ผมว่าโตเกียวก็เหมือนกรุงเทพฯ เกียวโตก็เหมือนเชียงใหม่ วัฒนธรรมยังอยู่อะไรแบบนี้ แล้วก็ความทันสมัยอะไรก็ยังมีอยู่ครบเลย เป็นการผสมผสานอย่างดีเลยนะ ระหว่างเทคโนโลยีกับวัฒนธรรมยังอยู่คู่กัน

โรงแรมก็อตซิลล่า (Hotel Gracery Shinjuku) ขอบคุณภาพจาก tokyoing.net

Q. ชอบเมืองไหนที่สุด

ถ้าให้เลือกผมชอบโตเกียวนะ เขาเรียกว่าไปที่ชอบที่ชอบ (ยิ้ม) ผมชอบเวลาไป มีสิ่งหนึ่งที่ได้กลับมาในฐานะคนทำงานศิลปะ มันได้รับแรงสั่นสะเทือนจากบรรยากาศทางศิลปะของที่นั่น ทุกครั้งที่ได้ไปจะได้เจอเอ็กซิบิชั่น (Exhibition) ดีๆ คือ ผมก็เที่ยวกินใช่มะ แล้วก็เดินเข้าไปเอ็กซิบิชั่นไปดูว่าตอนนี้ที่นี่มีใครบ้าง ก็เข้าไปดู แม้กระทั่งอย่างงาน Design Festa เนี่ย ผมไปมาบ่อยมากเลย เหมือนเราไปเห็นพลังงานของศิลปินรุ่นใหม่ๆ ของเขา ก็รู้สึกอิจฉาทุกทีว่าทำไมบ้านเราไม่มีใครจัดบ้างเนอะ ทั้งที่เด็กไทยเรามีศักยภาพไม่ได้ต่างกันเลยนะ แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน ไม่มีที่แสดงออกแค่นั้นเอง เวลาไปมันก็ได้แรงบันดาลใจกลับมา หรือว่าโชว์ดีๆ อย่างล่าสุดก็ได้ไปโดยบังเอิญเลย ได้ไปดู กามาร์โจบะ (Gamarjobat) เขาลองแสดงแบบใหม่เป็นดนตรีร็อก เป็นคอนเสิร์ตกามาร์โจบะ ปกติเขาเล่นไม่มีเสียงใช่มะ แต่ทีนี้ตัวกามาร์โจบะเขาเล่นกีต้าร์เอง จะมีคนหัวเหลืองมาเล่นกีต้าร์ คนหัวแดงมาเป็นนักร้อง แล้วเขาก็เอาละครใบ้ของเขามาผสมกับดนตรี แล้วก็มีแดนเซอร์ เขาเล่นที่ชิบูย่า มีคนดูอยู่สองร้อยกว่าคนในโรงเล็กๆ แต่ผมเดินออกมาผมรู้สึก มันมีอะไรบางอย่างที่แบบ มันไม่สมบูรณ์แบบนะ แต่มันใหม่ เรารู้สึกเลย แล้วเราก็ได้พลังเหล่านี้กลับมาเป็นแรงบันดาลใจให้เราสร้างอะไรใหม่ๆ ต่อไป

 

Q. ปกติไปเที่ยวเองเป็นกลุ่มเล็กหรือไปเป็นคณะใหญ่ๆ

ปกติจะไปเป็นกลุ่มเล็กๆ เลย ไม่เคยไปเป็นกลุ่มใหญ่ แต่เคยพลาดไปครั้งหนึ่ง ผมไม่ได้ทำอะไรเลยครับ เพราะผมโดยถ่ายรูปตั้งแต่สุวรรณภูมิ ถ่ายรูปบนเครื่อง ถ่ายรูปลงเครื่อง ถ่ายรูปกินอาหาร ถ่ายคู่ ถ่ายเดี่ยว ถ่ายหมู่ หมู่ห้า หมู่สิบ ถ่ายทั้งแก๊ง ขึ้นรถบัสไปถ่ายทั้งรถ ลงไปแช่ออนเซ็นมันยังเอากล้องไปถ่ายกูแก้ผ้า คือทุกอณู ทุกวินาที ถ่ายกันไป อยู่กันไปหกวัน วันที่เจ็ดมันเบื่อผมแล้วมันเอากล้องมาให้ผมถ่ายมันหน่อย ผมกลายเป็นตากล้องถ่ายรูปให้คนอื่น “คือวันนี้กูไม่มีค่าแล้ว” “โห่ ก็ผมเห็นพี่มาทั้งอาทิตย์แล้ว เบื่อแล้วเนี่ย” แล้วไปตอนหิมะตก จากเขาลูกหนึ่งอ้อมไปเขาอีกลูกหนึ่ง ไปทำนู่น ไปลงนี่ แต่วิวข้างๆ คืออะไรรู้ไหม ขาวเหมือนกันหมดเลย เหมือนกระดาษ A4 เท่ากันหมดเลย ไม่มีอะไรให้ดูนอกจากหิมะ

 

Q. ก็เลยไม่ชอบ

ใช่ ผมเป็นคนไม่ชอบอากาศหนาว ไม่ชอบเมืองหนาว

 

Q. ถ้าให้ไปช่วงอื่น ฤดูอื่นล่ะ

ไม่ไป เคยไปตอนร้อนแล้วด้วย หิมะมันละลายดูมันเหมือนแบบ นี่มันนาเกลือชัดๆ ดูเป็นคราบเหลือง มันเป็นอีกอารมณ์หนึ่งเลยนะ หิมะตอนมันจะละลายเนี่ย มันคนละเรื่องเลยนะ ต้นไม้ก็แบบ กูไม่ไหวแล้วอะ “กูไม่ไหวแล้วววว…ขอกูไปจากโลกใบนี้ได้ไหม” คือทุกอย่างมันดูน่าสงสารไปหมดเลย มันหนาวเกิน ไม่ถนัด แต่ขนมอร่อยมาก ซึ่ง..ซื้อกินที่สนามบินก็ได้ มีทุกยี่ห้อเลยครับ

 

Q. อย่างไรก็ชอบโตเกียวที่สุด

ใช่ๆๆๆ ได้ของครบ พบของถูกใจ

 

Q. เคยไปทำงานอะไรที่ญี่ปุ่นบ้างไหม เป็นอย่างไรบ้าง

เคยไปแสดงงานศิลปะที่โยโกฮาม่าทีหนึ่ง แต่หลายปีแล้ว งานชื่อ Yokohama Triennale จำปีไม่ได้ ทำให้เห็นว่าศิลปะมันกลายเป็นชีวิตประจำวันของเขาแล้ว ไม่ใช่ส่วนเกินนะ ในประเทศไทยยังเป็นส่วนเกินอยู่ ไม่รู้สิ เราไม่ได้ถูกปลูกฝังมาแบบนั้น แต่บรรยากาศ รู้สึกเหมือนพอมันมีนิทรรศการศิลปะแล้วทุกคนก็แห่กันมาดู ต่อคิวดู มันเป็นเรื่องเหมือนเขาต้องดู เขาเสพมันเหมือนอย่างอื่นที่เขาต้องเสพที่ไม่ใช่แค่อาหาร แต่ว่าในประเทศเราพอวันหยุดเรานึกอะไรกันไม่ออกนอกจากห้างสรรพสินค้า เข้าไปเดินแอร์เย็นๆ แล้วช็อปปิ้ง เข้าไปดูหนังแล้วจบเลย มันไม่มีอะไรนอกจากนี้ ผมรู้สึกว่าคนที่นั่นด้วยความที่เขาเสพศิลปะอยู่สม่ำเสมอ รสนิยมของประเทศโดยรวมก็เลยดีทุกอย่าง ดีนะ

 

Q. มีเพื่อนเป็นคนญี่ปุ่นไหม เขาเป็นคนอย่างไร

ผมมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อ คิน ชิโอทานิ (Kin Shiotani) เป็นนักวาดภาพประกอบอยู่ที่คิชิโจจิ เป็นศิลปินที่ทำงานด้วยกัน ทำภาพประกอบเลี้ยงชีพ ทำมานานเลย ทำมาเกิน 10 ปีอะ วาดมา ไม่ค่อยดังสักที เมียเขาเป็นพนักงานขายเสื้อผ้าอยู่ Beams ไม่ได้สนใจศิลปะเลย เห็นแฟนวาด เลยวาดบ้างวาดเล่นๆ แล้วดัง ขายได้ ตัวเองอยากเป็นศิลปิน ส่วนเมียไม่ได้อยากเป็น แค่วาดเล่น วาดการ์ตูนตาโต วาดมั่วๆ ไม่มีองค์ประกอบ ลงสีก็ไม่เป็น ลงแบบอยากทำอะไรก็ทำอะ แล้วได้แสดงงานบ่อยมาก ขายได้ด้วย ไอ้คินเกากบาลเลยนะ ตัวเองพยายามมาตั้งนาน

คิน ชิโอทานิ (Kin Shiotani) เพื่อนนักวาดภาพประกอบชาวญี่ปุ่นของอุดม

ผมก็รู้จักกับเขา เพราะเขาเคยมาเมืองไทยแล้วมาแสดงงานเอ็กซิบิชั่นกับผมครั้งหนึ่ง ที่เจ อเวนิว (J Avenue) แล้วเวลาไปญี่ปุ่น ผมก็ไม่มีเบอร์โทรเขา คือมันหายไปนานแล้ว รู้ไหมเจอยังไง เดินแล้วก็เจอกัน ใช้นึกเอา ครั้งที่แล้วไปก็นึกเอา “อืม น่าจะเจอนะ” ก็ไปซื้อของ ซื้อเสื้ออยู่ร้านหนึ่ง ปรากฏว่ามีคนไทยจำเราได้ ซึ่งคนไทยจะไปเดินที่คิจิโจจิน้อยมากไม่รู้ทำไม คนไทยจะอยู่ในแกลเลอรี่ก็น้อยมาก เจอในร้านเสื้อก็ “พี่โน้ตขอถ่ายรูปด้วย ผมมากับภรรยา” คนญี่ปุ่นชอบจัดร้านมืดๆ แสงน้อยๆ ก็บอกว่าในร้านมันมืดเอาไปถ่ายข้างนอกไหม ลากกันออกไปถ่ายข้างนอก กำลังยกกล้องถ่าย ไอ้คินเดินมาพอดี “เฮ้ยยยย” กระโดดเลย “อ้าวเฮ้ย เจอได้ไง” ถ้าผมไม่ได้ออกจากร้านก็ไม่ได้เจอ ก็เดินผ่านร้านไป แล้วถ้าคนไทยคนนั้นไม่ทัก ไม่ชวนไปถ่ายรูปข้างนอก ก็คงไม่ได้เจอ คือมันตลกดีนะ ครั้งก่อน ก่อนหน้านี้ผมรู้ว่าเขาอยู่อพาร์ตเม้นต์นี้ เป็นอพาร์ตเม้นต์เล็กๆ อยู่ห้องห้องหนึ่งแถวๆ ชั้น 2 มันมี 4 ชั้น แต่ผมไม่มีเบอร์เขา ผมจะติดต่อเขาอย่างไร ผมเลยเอาเศษกระดาษมาเขียนวาดรูปบอกว่า “คินผมอะมาแถวๆ นี้นะ” แล้วผมก็ขึ้นไปบนชั้น 2 เดาเอาว่าห้องมันน่าจะอยู่แถวๆ นี้ ปรากฏว่าชั้น 2 ไม่มี ผมไม่รู้สึกว่าเป็นห้องมัน ผมก็เลยเดินขึ้นไปชั้น 3 ผมรู้สึกว่าห้องนี้น่าจะเป็นห้องมัน เพราะว่ามันมีรูปวาดอะไรนิดหนึ่งอยู่ตรงข้างกระจก นิดเดียวเลย ผมเลยแปะกระดาษ คือเป็นคนอื่นก็ได้ ก็ไม่แปลก คนเขาก็คิดว่าเป็นคนบ้าโรคจิตมาแปะกระดาษไว้ ว่าอุดมอยู่แถวๆ นี้นะ คุณรู้ไหมมันมาเจอผมมันบอกว่า “ผมได้กระดาษที่คุณแปะไว้ด้วย จริงๆ ห้องผมอยู่ชั้น 2 แต่ว่าเนื่องจากผมเพิ่งมีลูก ห้องมันเล็กไปผมเลยย้ายขึ้นไปชั้น 3 ผมก็ไม่รู้ว่าคุณไปแปะถูกห้องได้อย่างไร” เป็นแถวเลยนะ ชั้นหนึ่งมีสิบกว่าห้อง ไปแปะถูก ไอ้คินนี่ประหลาดมาก ใช้จิตสื่อสารเอา

ภาพวาดโดย คิน ชิโอทานิ (Kin Shiotani) เพื่อนนักวาดภาพประกอบชาวญี่ปุ่นของอุดม

 

Q. คนญี่ปุ่นในสายตาคุณเป็นอย่างไร

ขี้เกรงใจมากกว่าคนไทยสักประมาณสิบเท่าตัว ถึงแม้ว่าข้างในเขาจะไม่เกรงใจก็ตาม แต่ว่าท่าทางเขาจะเกรงใจอย่างมาก เขาจะขอโทษทุกอย่างที่ทำ ขอโทษแล้วขอโทษอีก ให้ความสำคัญกับการจากลามาก ก็คือไม่สามารถแบบ “เฮ้ย! เจอกัน” แล้วขึ้นแท็กซี่ไปเลย ไม่มี อันนี้เห็นได้ชัดเลย คนญี่ปุ่นจะโค้งอยู่นั่นแหละ ยิ่งอาวุโสกว่าหรือตำแหน่งสูงกว่าก็จะโค้ง โค้งกันเข้าไป จนลับสายตา จนพ้นโค้ง จนรถแท็กซี่ออกไป 20 เมตรแล้วก็ยังเห็นเขายืนโค้งอยู่ คนไทย “เจอกันมึง” แล้วก็แยกย้าย แล้วก็เป็นคนที่แสดงความรู้สึกเยอะ “อ๊ะ โอ๊ะ เอ๊ะ” จะมีลูกอุทาน คือมีการตอบสนองระหว่างการสนทนา ถ้าเป็นคนไทยก็ “อืม เออ” แค่อืมในลำคอ นึกออกปะ พยักหน้าอืมๆ แต่นี่ “อ๋ออออออ เอ๊ะ อ่อ อ่อ” คือจะมีแอ็คชั่น “อี๊ อะ อุ อ่ะ” เหมือนหนังแอ็คชั่นตลอดเวลา แล้วก็ให้ความสำคัญกับการต้อนรับมาก โดยเฉพาะในร้านอาหาร ไม่เคยเห็นชาติไหนในโลกนี้ที่เอะอะโวยวายเหมือนกับที่นี่ ไม่มี ยังกับไฟไหม้ร้านอยู่ ตกใจหมดเลย คนไทยเข้ามาก็แค่นั่ง จะเดินมาถามว่า “มากี่ที่คะ รับอะไร” เคยมีชาติไหนไหม เราโผล่เข้าไปแล้ว “อิรัชชัยมาเซะ!!!” กูเคยเดินเข้าไปทีหนึ่งแล้วกูออกมาเลย ตื่นเต้น กูกะจะเงียบๆ บางทีไปกับสาว กะจะแอบๆ ไปเงียบๆ พอเข้าไปคนทั้งร้านมองกูหมดเลย ตายๆๆๆ ไปร้านอื่น อีกอย่างหนึ่งคืออยากรู้มากเลยว่า ใครไปสอนเขาเนอะ ว่าเวลาทำอะไรให้ทำแต่ของดีๆ คือมันไปได้ความคิดมาจากไหน คือมันเริ่มจากอะไรวะ ทำไมเวลาทุกคนทำอะไรมันประณีตทุกอย่าง แต่ละร้านก็เลยแข่งกันผลิตของดีออกมา ทำให้ญี่ปุ่นเป็นที่รวมของดีๆ ไว้เยอะมาก ของดีๆ ประณีต มีคุณภาพ

 

Q. ขอเรื่องตลกเกี่ยวกับญี่ปุ่นหนึ่งเรื่อง

ผมเคยไปซื้อเสื้อร้านหนึ่ง ไปซื้อสูทย้อมคราม สูทเขาเป็นเงินไทยก็เกือบ 40,000 บาท ผมชอบที่สีมันดูฟอกๆ ถลอกๆ ดี ผู้จัดการเขาก็เท่มาก แต่งตัวเท่มาก ที่ญี่ปุ่นนะ พนักงานขายของหน้าร้านทุกร้านหน้าตาหน้าน่ามองมาก โดยเฉพาะผู้ชาย มันเหมือนไปคัดจากแม็กกาซีนมาขายของ ผมก็ซื้อไป วันรุ่งขึ้นก็ใส่เลย ใส่ปุ๊บมันติดไปหมดเลย เสื้อด้านในเป็นสีฟ้าหมด ติดเป็นพรืดเลยนะ ไม่ได้ติดสวย เสื้อเป็นสีขาวเฉพาะตรงที่ทับเข้าไปในกางเกง นอกนั้นฟ้าหมดเลย ก็เลยไปที่ร้านไปคุยกับผู้จัดการ ว่าจะทำยังไงดีมันติดไปหมดเลย เขาก็บอกว่าขอโทษด้วย บอกให้เราไปซักสักครั้งก็น่าจะหาย บางทีก็อาจจะสองครั้งนะ แต่คนญี่ปุ่นเขาก็เป็นคนตรงไปตรงมาจริงๆ นะ “แต่บางทีก็อาจจะมากกว่าสองครั้ง คิดว่าถ้าซักบ่อยๆ ก็จะไม่ติดแน่นอน” เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าต้องซักเท่าไรมันถึงจะหาย เขาพูดอย่างนั้นนะ เราก็บอกว่าเราก็ไม่แน่ใจก็เลยขอคืน แต่คนไทยเราก็จะเกรงใจ ยิ่งเขาใจดีเท่าไหร่ยิ่งเกรงใจ ผมก็เลยเปลี่ยนไปซื้ออย่างอื่นแทนในราคาเท่ากัน ซื้อแว่น ซื้อเข็มขัด ซื้ออะไรก็ได้ที่มันเท่ากัน ผมออกมาตรงหน้าถนน แล้วผู้จัดการคนนี้ก็เดินมาส่ง แล้วเขาก็ขอโทษ “ขอโทษด้วยที่ทำให้รู้สึกไม่ค่อยดี แต่อย่างไรก็อยากให้คิดว่าแบรนด์ของเราเป็นแบรนด์ที่ได้มาตรฐาน เรื่องสีตกอาจจะเป็นแค่เรื่องผิดพลาดเท่านั้น” ว่าแล้วเขาก็หยิบนามบัตรในสูทของเขาออกมา หยิบสองมือยื่นให้ผม ผมก็เอาสองมือรับ แต่มือเขาอะนะ สีฟ้าหมดเลย!! ผมรับมาแล้วแบบ “มือมึงเองยังไม่รอดเลยยยย” (หัวเราะ) นั่นก็เป็นความทรงจำดีๆ อีกเรื่องหนึ่ง

นักเขียน : Kasama

LIKE & SHARE

ชอบเรื่องนี้จนต้องบอกต่อ