สารบัญ

 

“รูปภาพ” ก็เหมือนจดหมายรักที่เปลี่ยนจากตัวอักษรเป็นลายเส้น โทนสี หรือการลงน้ำหนักมือ
คือเนื้อความในจดหมายที่ผู้เขียน ซึ่งในที่นี้คือจิตรกรอยากสื่อความรู้สึกออกไป ล้วนมาจากการฝึกฝน ความตั้งใจ และความใส่ใจจนกระทั่งเป็นรูปเป็นร่างตามที่ต้องการ เมื่อจดหมายร่างและเขียนเสร็จแล้ว
ก็เหลือเพียงแค่ส่งสารนี้ออกไปให้ใครคนนั้นได้รับรู้ แม้ใจหนึ่งจะแอบลุ้นอยู่เงียบๆ แต่ใจหนึ่งย่อมแอบจินตนาการว่า ถ้าหากจดหมายนี้ส่งไปถึงแล้ว ผู้รับจะรู้สึกอย่างไรบ้าง

เช่นเดียวกับสาวน้อยวัยเพียงยี่สิบกว่าๆ ผู้นี้ ครั้งหนึ่งเธอเคยเป็นผู้เขียนจดหมายมือใหม่ จดหมายฉบับแล้วฉบับเล่าของเธอส่งถึงบ้าง ไม่ถึงบ้าง แต่ก็ไม่เคยทำให้เธอย่อท้อ จนกระทั่งเธอได้รับจดหมายตอบกลับมา…สิ่งนั้นคือ “ความสุข”

หลายคนมีความสุขที่ได้รับจดหมายจากเธอ ไม่ว่าจะเป็นลายเส้น สีสัน หรือรายละเอียดที่อยู่ในรูป ดูเหมือนมีการพัฒนาอยู่เรื่อยๆ จนผู้คนเริ่มจำเธอได้ไม่ว่าภาพของเธอจะไปปรากฏที่ไหน ด้วยเอกลักษณ์ที่กระตุ้นให้เราอยากออกตามหาผู้อยู่เบื้องหลังรูปเหล่านี้ ในวันนี้ เราจึงได้มานั่งคุยกับ “ปั๋น ดริสา การพจน์” หรือผู้ให้กำเนิดภาพสีน้ำที่เปรียบเสมือนจดหมายรัก ภายใต้นามปากกา “Riety”

 

 

Q. การ์ตูนญี่ปุ่น คือส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจให้เข้าสู่วงการ Artist อย่างไร

สมัยนั้นมีการ์ตูนญี่ปุ่นสนุกๆ ฉายอยู่หลายเรื่อง แต่ปั๋นดูแค่ช่องใหญ่ๆ ไม่กี่ช่อง อย่างเรื่องแม่มดน้อยหมวกแดงชาช่า (Akazukin Chacha) อายะตำนานนางฟ้า (Ayashi no Ceres) ดราก้อนบอล (Dragon Ball) ฯลฯ แล้วปั๋นก็อ่านการ์ตูนด้วย มีช่วงหนึ่งที่ผู้ช่วยของแม่เขาตั้งครรภ์แล้วมาเปิดร้านเช่าการ์ตูนข้างๆ ร้านแม่ปั๋น ก็เลยได้มีโอกาสคลุกคลีกับหนังสือเหล่านี้ ปั๋นอ่านโคนัน วันพีช ฯลฯ สิ่งเหล่านี้อยู่รอบตัวปั๋นมาตั้งแต่เด็กๆ พวกการ์ตูนดิสนีย์ก็ดูนะคะ แต่มีช่วงหนึ่งที่ดิสนีย์เงียบไป เราก็เลยหันมาเสพการ์ตูนญี่ปุ่นแทน

เด็กในวัยเดียวกันสมัยนั้นเขาจะเล่นจองเป็นตัวนั้นตัวนี้กันใช่ไหมคะ ปั๋นก็จองเหมือนกันนะเพราะอยากเป็นเหมือนตัวการ์ตูนที่ชอบ คือปั๋นไม่ได้จองอย่างเดียว แต่วาดด้วย วาดเขาในเวอร์ชั่นที่ตัวเองจินตนาการ เป็นแฟนฟิกชั่นตั้งแต่ตอนนั้นเลยค่ะ (หัวเราะ)

 

Q. ความฝันอยากเป็นศิลปิน เริ่มตั้งแต่ตอนนั้นเลยหรือเปล่า

ใช่ค่ะ ความฝันสูงสุดคืออยากวาดรูปไปจนตาย ไม่อยากเป็นอย่างอื่นเลยค่ะ

 

Q. ตอนเด็กๆไม่อยากจะเป็นหมอ ครู ฯลฯ เลยหรือ

มีบ้างค่ะเคยอยากเป็นสัตวแพทย์ แต่รู้สึกว่าอาจจะรับกลิ่นของสัตว์ไม่ไหวเลยเปลี่ยนใจ เคยอยากเป็นหมอนะคะ แต่ว่าก็พบว่าตัวเองคงเป็นไม่ได้ ตอนอยู่ ป.2 จำได้ว่าตอนนั้นเรานอนอยู่บนเตียงทำการบ้าน คุณแม่ก็สอนเรา แต่สอนเท่าไรเราก็ยังทำไม่ได้ เราก็รู้ทันทีว่าคงเป็นหมอไม่ได้

 

Q. มองคุณพ่อกับคุณแม่เป็นไอดอลไหม

ตอนเด็กๆ ปั๋นคิดว่าถ้าพ่อแม่ทำงานอะไรแล้วลูกต้องทำงานคนละแบบ อย่างคุณปู่ปั๋นเป็นทหารก็จริงแต่คุณพ่อก็ไม่ได้เป็นทหาร คุณตาทำโรงงานขนมหวาน แต่ลูกทั้ง 4 คนของคุณตาก็ทำอาชีพไม่ซ้ำกันเลย เป็นสจ็วต เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ฯลฯ ปั๋นเลยคิดว่าในครอบครัวหนึ่งๆ เราต้องทำอาชีพไม่ซ้ำกันค่ะ (หัวเราะ)

 

” คนเรามี 2 แบบคือ คนที่มีพรสวรรค์กับคนที่ไม่มีพรสวรรค์
คนที่ไม่มีพรสวรรค์ ให้ตายยังไงก็วาดสวยทะลุขีดจำกัดของคนมีพรสวรรค์ไม่ได้ “

 

Q. พอคิดว่าอยากเป็นศิลปิน คุณพ่อคุณแม่สนับสนุนไหม

สนับสนุนนะคะ

 

Q. แล้วถ้าตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่สนับสนุนจะทำอย่างไร

ปั๋นคิดว่าท่านคงห้ามเราไม่ได้อยู่ดี ที่พ่อแม่ยอม อาจเป็นเพราะเขารู้ว่าห้ามเราไม่ได้ก็ได้ค่ะ

 

 

Q. ทั้งๆ ที่มีแรงบันดาลใจมาจากการ์ตูนญี่ปุ่น ทำไมถึงไม่ลองเลือกมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น

ไม่มีเงินค่ะ แค่นั้นจริงๆ ตอนแรกคิดจะไปเรียนวิทยาลัยอาชีวะของญี่ปุ่นที่สอนด้านการ์ตูนโดยเฉพาะ แต่ค่าเทอมแพงมาก แล้วก็ไม่ค่อยมีทุนสาขานี้สนับสนุน พอมาดูทุนแบบทั่วไปก็มีคนแข่งขันกันเยอะมาก พอมาคำนวณแล้ว ไหนจะค่าที่อยู่อีก จนสุดท้ายเลยไม่ได้ไปค่ะ

 

Q. ประสบการณ์สมัยเรียนเรื่องไหน ที่ติดอยู่ในใจมาจนถึงทุกวันนี้

ปั๋นเคยเรียนวิชากราฟิกดีไซน์กับอาจารย์นุ ซึ่งเขาเป็นคนที่ตรวจงานละเอียดมาก (เน้นเสียงหนัก) มีคาบหนึ่งอาจารย์หยิบงานของนักศึกษาขึ้นมาแล้วพูดว่า คนเรามี 2 แบบคือ คนที่มีพรสวรรค์กับคนที่ไม่มีพรสวรรค์ คนที่ไม่มีพรสวรรค์ ให้ตายยังไงก็วาดสวยทะลุขีดจำกัดของคนมีพรสวรรค์ไม่ได้ ตอนนั้นปั๋นรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในการ์ตูนเรื่องนารูโตะเลย เราเป็นได้แค่ตระกูลรองเหรอเนี่ย (หัวเราะ) ซึ่งมันเจ็บปวดมาก แต่ก็คงเป็นความจริงแหละค่ะ

เราเองก็มีเพื่อนหลายคนที่เขามีพรสวรรค์ อย่างเพื่อนคนหนึ่งของปั๋นเขาไม่เคยทำการบ้านเลย มาทำตอนเช้าก่อนส่ง แต่ได้เกรดดีมาก นี่คือคนที่มีพรสวรรค์ในความคิดปั๋น ดังนั้น ในเมื่อเรารู้ว่าตัวเองสู้ไม่ได้ ปั๋นจึงต้องเอาการตลาดเข้ามาช่วยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการนำเสนอ การทำกระทู้ต่างๆ เพื่อให้งานของเราเป็นที่จดจำ

 

Q. ทราบมาว่าชอบการ์ตูนโชเน็นจัมป์มาก

ใช่ค่ะ ชอบมาก

 

Q. เริ่มชอบตั้งแต่ตอนไหน

ตั้งแต่ตอน ป.1 ค่ะ ปั๋นจะกลับบ้านพร้อมกับพี่ที่เป็นลูกของเพื่อนคุณพ่อ ซึ่งเวลากลับบ้านจะใช้เวลานาน พี่เขาชอบหยิบการ์ตูนของโชเน็นจัมป์มาอ่าน ปั๋นเลยขออ่านด้วย

 

Q. การ์ตูนโชเน็นจัมป์เรื่องแรกที่อ่าน

น่าจะเริ่มจากวันพีชค่ะ

 

 

Q. นอกจากเรื่องวันพีชแล้ว อ่านการ์ตูนอะไรอีกบ้าง

ก็มีนารูโตะ ฮันเตอร์xฮันเตอร์ บลีช พวกการ์ตูนดังๆในตอนนั้นค่ะ ส่วนเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในโชเน็นจัมมป์ก็มีลิลิมุ Kiss (Ririmu kiss) บ้านพักอลเวง (Love hina) พวกการ์ตูนที่ออกแนวฮาเร็ม สาวๆ เพียบ ชายหนุ่มคนเดียว พวกที่เน้นเซอร์วิสก็อ่านค่ะ เห็นเป็นผู้หญิงแบบนี้แต่รสนิยมเราเหมือนผู้ชายมาก (หัวเราะ)

 

Q. อ่านเนกิมะไหมคะ

อ่านค่ะ แต่สนุกถึงแค่เล่ม 17 นะ คือทุกคนไม่มีคาแร็กเตอร์เลย ปั๋นชอบเอวานเจลีน เอ.เค.แม็คโดเวลค่ะ

 

Q. โดจินที่เคยทำขายมีสตอรี่แบบไหน

เรื่องแรกชื่อ Blue lagoon เป็นคู่เซ็ตซึนะxโคโนกะ จากเรื่องเนกิมะค่ะ แต่จำสตอรี่ไม่ค่อยได้แล้ว จำได้แต่เนื้อ นม ไข่ แล้วก็ชุดว่ายน้ำเยอะมาก เพราะเป็นคนที่การตลาดมาก่อน เป็นความชอบมาแต่ไหนแต่ไร ต้องดูว่าอะไรขายได้ เช่น แฟนเซอร์วิสขายได้ ก็วาดแฟนเซอร์วิส แล้วก็ต้องเป็นฝั่งยูริด้วยนะคะ แต่ก็พบว่ายูริขายไม่ค่อยดี เรื่องที่สองเลยวาดฝั่งยาโยอิคู่เอ็ดเวิร์ดxรอย จากเรื่องแขนกลคนแปรธาตุ (Fullmetal Alchemist) เป็นแนวน่ารักๆ เนื้อเรื่องคือ ทุกคนนอกจากเอ็ดเวิร์ดกลายเป็นเด็กอนุบาลหมดเลย เอ็ดเวิร์ดก็ต้องดูแลทุกคน ตอนนั้นขายเล่มละ 60 บาท รู้สึกว่าตัวเองขายแพงมากเลย เพราะมีความมั่นหน้าว่างานฉันดี จะต้องมีคนซื้อแน่ แต่ปรากฏว่าเหลือเต็มเลยค่ะ

 

 

Q. งานชิ้นไหนที่รู้สึกภูมิใจที่สุด

คำถามนี้ตอบยากมากเลยค่ะ (หัวเราะ) เพราะปั๋นเป็นพวกมนุษย์สมบูรณ์แบบนิดหนึ่ง คือพอทำงานเสร็จแล้วจะรู้สึกชอบงานนั้นได้แป๊บเดียว วันเดียว สองวัน หรืออาจชอบก่อนทำเสร็จนิดหนึ่ง พอทำเสร็จปั๊บส่งงานปุ๊บ ก็จะไม่สนใจงานนั้นอีกเลย เพราะคิดว่าเราน่าจะทำได้สวยกว่านี้ วาดได้ดีกว่านี้ ปั๋นจึงไม่ค่อยได้รับความสุขจากการทำงานเสร็จแบบยาวนาน หรือทำงานแล้วได้รางวัล แต่ปั๋นจะมีความสุขตอนที่กำลังทำอยู่

 

Q. ทำไมถึงเป็นคำว่า Riety

สมัยเล่นเว็บบอร์ดทุกคนใช้ชื่อญี่ปุ่น ปั๋นเลยใช้ชื่อ Rie พอขึ้น ม.3 หันไปเล่นแร็กนาร็อก กลับมีคนใช้ชื่อ Rie ไปแล้ว ปั๋นเลยเติม ty เข้าไปข้างหลังค่ะ

 

Q. คอนเซ็ปต์ของคำว่า Riety เริ่มมีเอกลักษณ์ชัดเจนตอนไหน

อย่างแรกคือปั๋นจะวาดแต่รูปผู้หญิง อย่างที่สองคือเรื่องของความสมจริง เกิดจากครั้งหนึ่งตอนที่รุ่นพี่ของปั๋นคนหนึ่งรับงานมาแล้วเขานำมาให้ปั๋นช่วย โดยให้ลองวาดผู้หญิงแบบสมจริงให้เขาดู ตอนนั้นลายเส้น
จะมีความเป็นญี่ปุ่นสูงมาก หลังจากที่ปั๋นวาดเสร็จแล้วส่งให้พี่เขา เขาก็เอาไปลงเพจ ปรากฏว่าภาพนั้นได้รับเสียงตอบรับดี รุ่นพี่ปั๋นก็บอกว่าสวย แต่ช่วงนั้นมหาวิทยาลัยที่ปั๋นเรียนยังไม่ค่อยสนับสนุนสายการ์ตูนญี่ปุ่นเท่าไร เราก็เลยคิดว่าจะต้องสร้างลายเส้นอีกหนึ่งลายไว้ใช้ทำงาน ไม่อย่างนั้นอาจจะไม่รอด จึงได้ออกมาใกล้กับสไตล์ที่เราวาดตอนนี้

เมื่อเรามีทิศทางแล้ว ปั๋นก็ค่อยๆ ทำมาเรื่อยๆ ช่วงแรกอาจจะไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเองเท่าไร เพราะเวลาเราทำงานก็หาข้อมูลโดยใช้ Google Analytics เช่น ถ้านึกถึงผู้หญิงแล้วคนส่วนใหญ่จะเสิร์ชว่าอะไร รูปที่ได้ก็จะมีผู้หญิงกับดอกไม้บ้าง ผู้หญิงกับเครื่องสำอางบ้าง เราก็เลยวาดโดยใช้แนวคิดจากผลที่เสิร์ชได้ แต่ว่าตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมา สไตล์ของตัวเองจะเริ่มชัดเจนขึ้น ผสมความเป็นวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรืออะไรที่เราชอบจริงๆ เข้าไป เพราะเริ่มคิดว่าแบรนด์ของตัวเองแข็งแรงพอที่จะสร้างรายได้ได้แล้ว

 

Q. ทำไมถึงคิดว่าตนเองเหมาะกับสีน้ำ ทั้งๆที่แนวรูปภาพมีหลายแบบ

ตอนแรกทำ CG ค่ะ ทำไปทำมาเกิดเป็นไมเกรน เลยต้องหยุดทำไป แล้วหลังจากนั้นก็ลองไปประกวดงานนิทาน ซึ่งเป็นงานใหญ่มากแล้วมีกฎว่าต้องระบายสีด้วยมือ เราเลยเลือกใช้สีน้ำเพราะมันง่ายดี แบบเทน้ำเทสีลงไป สีมันก็ไปของมันเอง แล้วก็ตอนแรกๆเวลาสแกนงาน ถ้าสแกนพวกสีทึบๆ อย่างพวกสีอะคริลิค พอสแกนออกมาแล้วจะไม่ค่อยสวยเท่าสีน้ำ เพราะปั๋นไม่รู้วิธีที่จะทำให้สีที่นูนขึ้นมามันเรียบจนสแกนได้ดีจึงเลือกใช้สีน้ำค่ะ

 

Q. ที่มาของภาพโปรเจกต์โดยใช้พื้นหลังของประเทศต่างๆ เกิดจากอะไร

ปั๋นอยากสื่อเรื่องคติชาวบ้าน (Folklore) ความคิด ความเชื่อที่เป็นเรื่องเล่า รวมถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศค่ะ โปรเจกต์นี้เริ่มจากตอนไปสเปน ครั้งแรกปั๋นวาด แค่ชุดผู้หญิงประจำชาติของแต่ละมณฑล แต่เราดันนึกถึงเรื่องบาร์เซโลนาอยากเป็นอิสระภาพจากราชรัฐกาตาลุญญาด้วย เลยกลายเป็นไอเดียสร้างธีมขึ้นมาจากเหตุการณ์นี้

หลังจากนั้น พอได้ไปอิหร่านเราก็เลยวาดธีมเทพเจ้า ซึ่งอิหร่านมีเทพเยอะมากเพราะเป็นประเทศที่เก่าแก่ มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ส่วนตอนที่ไปญี่ปุ่น เลยศึกษาจากเส้นทางท่องเที่ยวของตัวเองแล้วพบว่าได้ไปที่ที่มีสถาปัตยกรรมประมาณ 4-5 ยุค จึงเกิดเป็นภาพผู้หญิงที่เกี่ยวข้องกับยุคนั้นๆ ก็จะมียุคยะโยอิ เฮอัน ไล่มาเรื่อยๆ จนถึงยุคสงครามโลกเลยค่ะ

 

 

Q. ในญี่ปุ่นวาดใครบ้าง

จำได้ว่ามีฮิมิโกะ (Himiko) คนนี้เป็น Shaman Queen ผู้หญิงคนนี้ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นไม่ค่อยมีคนพูดถึงอย่างชัดเจน แต่กลับมีข้อมูลเยอะในประวัติศาสตร์จีน ตามตำนานกล่าวว่าเธออายุ 14 ปี เป็นผู้มีพลังเวทมนตร์ สามารถรวบรวมเผ่าคนเถื่อนกว่า 200 เผ่า ให้เหลือเพียง 50-60 เผ่าได้ในช่วงนี้ญี่ปุ่นยังนับถือ
ผู้หญิงเป็นใหญ่

คนถัดมาคือกลุ่มฮิเมะยุริ (Himeyuri students) คือกลุ่มนักเรียน 200 กว่าคนที่รวมตัวกันเป็นหน่วยพยาบาลในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนที่อเมริกาบุกขึ้นเกาะโอะกินะวะ ในที่นี้ก็มีคนที่โดนยิงเสียชีวิตในสนามรบเยอะ หลังสิ้นสุดสงครามโลก คนที่เหลือก็พร้อมใจกันฆ่าตัวตายเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายจับตัวไปได้ ปัจจุบันก็ยังมีอนุสาวรีย์ของพวกเธอบนเกาะนี้ด้วยนะคะ

คนที่สามคือโอะโนะ โนะ โคะมะชิ (Ono no Komachi) เป็นนักกวีชื่อดังในยุคเฮอัน คือยุคเฮอันเป็นยุคที่รุ่งเรืองทั้งเกษตรกรรมและวัฒนธรรม ขนาดที่เวลาผู้ชายจะจีบผู้หญิงสักคนเนี่ยจะไม่ได้เห็นหน้าค่าตาผู้หญิงเลยนะ เห็นได้แค่ด้านหลัง ผมยาวๆ หรือเห็นแค่กลอนที่ผู้หญิงคนนั้นแต่ง ซึ่งโอะโนะเป็นคนที่ฮอตมาก เพราะเธอเขียนกลอนไพเราะแล้วยังสวยอีกด้วย มีคนหลงรักหลายคน

ส่วนคนสุดท้าย เนื่องจากเป็นภาพแรกที่วาดตอนอยู่บนเครื่องบิน เลยอ้างอิงอะไรไม่ได้มาก แต่ก็มีภาพ
ผู้หญิงสมัยโชกุนโทะกุงะวะ (Tokugawa) ก็เลยออกมาเรียบง่ายแบบนี้ค่ะ

 

 

Q. ดูเป็นคนที่ชอบเรื่องประวัติศาสตร์

ชอบมากเลยค่ะ แต่ไม่ชอบเรียนในหนังสือนะ (หัวเราะ)

 

” บางคนบอกว่าคนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่มีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองทำ
ปั๋นก็มีความสุขอยู่นะคะ แต่มันไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ มันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ “

 

Q. เคยถูกเปรียบเทียบผลงานบ้างไหม

เคยค่ะ แต่จะมีอยู่ 2 ประเภท อย่างแรกเกิดจากการที่คนอื่นเอางานเราไปเปรียบเทียบกับงานอีกคน อย่างที่สองคือเราเอางานตัวเองไปเปรียบเทียบกับงานคนอื่น ซึ่งคนอื่นเอางานเราไปเปรียบเทียบเนี่ย เราไม่ค่อยรู้สึกอะไร แต่ปั๋นจะชอบโหดกับตัวเองมากกว่า เพราะชอบสมมุติคู่ปรับขึ้นมา 1 คน ไม่ได้หมายความว่าเอางานเราไปเบ่งใส่เขานะคะ แต่เราจะนำงานเขามาตั้งเป็นเป้าหมายผลักดันให้ฝึกวาดรูปให้ดีขึ้น

 

Q. คิดอย่างไรต่อผลตอบรับผลงานในทางลบ

ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี คือการที่มีคน Unlike เพจเราก็ไม่ใช่เรื่องแย่ขนาดนั้น ปั๋นจะรับฟังคอมเมนต์ประมาณครึ่งหนึ่ง และต้องดูว่ามันเป็นคอมเมนต์ที่จริงเท็จแค่ไหน เช่น งานไม่เรียบร้อย ไม่สะอาด อันนี้โอเค แต่ถ้าพูดว่าไม่ชอบเพราะไม่ถูกจริต รู้สึกว่าความคิดที่อยู่ในงานนี้ไม่ดี ปั๋นก็จะไม่แคร์ เพราะปั๋นรู้สึกว่ายิ่งคน Unlike เรามากเท่าไร คนที่อยู่กับเราก็คือคนที่ชอบเราจริงๆ และเขาก็สนับสนุนงานเราจริงๆ

 

Q. มีวิธีจัดการกับระบบงานของตัวเองอย่างไร

ปั๋นเป็นคนที่แบ่งเฟดการทำงาน ซึ่งตอนนี้อยู่ในเฟดที่สาม เฟดแรกคือสมัยมัธยม ปั๋นจะเล่นเว็บบอร์ดแล้วตีสนิทกับรุ่นพี่ที่เขาเรียนเกี่ยวกับวารสารศาสตร์นิเทศศิลป์ ที่เกี่ยวกับงานวาดงานเขียน ไปช่วยงานเขาบ้าง ตอนที่ปั๋นเรียน ม.ปลายและปี 1 ปี 2 รุ่นพี่ที่เรียนจบไปแล้วและได้เป็นบก.บ้างอะไรบ้าง เขาก็จะเอางานมาให้ปั๋นทำ ส่วนใหญ่จะบอกว่างานช่วงแรกๆ ให้รับทำฟรีไปก่อน แต่ปั๋นแทบจะไม่เคยทำงานฟรีเลย คือปั๋นคิดตังค์หมด เพราะว่าถ้าทำงานฟรีจะทำแบบไก่เขี่ยมาก ถ้าอยากให้งานนั้นดีขนาดไหน ก็ยิ่งต้องมีราคามากขึ้น แบบนี้จะยิ่งกดดันปั๋นเองด้วยว่า การที่เขาจ่ายเราแพง เราต้องทำได้ให้ดีมากๆ

เฟดที่สองคือช่วงรอยต่อระหว่างกำลังจะเรียนจบกับเรียนจบใหม่ๆ เป็นช่วงที่มีคนเห็นงานทีสิสเราแล้วติดต่อมาเยอะ งานปั๋นเป็นงานแบบคอมเมอร์เชียล (commercial) ก็คือทำลายผ้า คือพรีเซนต์เลยว่าฉันทำลายผ้าได้นะ ช่วงนั้นเลยมีงานผ้าเข้ามาเยอะมาก แต่ปั๋นก็แบ่งงานออกเป็นครึ่งๆ คืองานลายผ้าเนี่ยมันผู้หญิงมากๆ ดังนั้น อีกครึ่งหนึ่งเลยรับงานที่เราสนใจ เช่น วาดภาพประกอบกรีนพีซ ค่าจ้างอาจจะไม่เยอะเท่างานลายผ้า

พอเข้าช่วงเฟดที่สาม เป็นช่วงที่งานเฟดแรกและเฟดสองเริ่มอยู่ตัว เพราะมีลูกค้าที่เคยทำงานกับเราเขาจ้างอยู่เรื่อยๆ เหมือนเป็นการปูพื้นฐานไปสู่เฟดที่สาม คือกลุ่มค้าที่มีคอนเน็กชันกับลูกค้าเก่า คือลูกค้าในปัจจุบันนี้ ลูกค้าเชื่อมั่นในตัวเรา เชื่อถืองานเรา เลยเป็นเฟดที่ปั๋นได้ถ่ายทอดงานที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น แล้วเราก็ไม่ได้ขายแค่งาน เรายังรับงาน Influencer ด้วย ได้เล่าความคิดเล่าอะไรในงานมากขึ้น ประมาณนี้ค่ะ

 

Q. รับทุกงานเลยหรือเปล่าคะ

รับน้อยมากค่ะ ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ และเลือกเฉพาะงานที่อยากทำจริงๆ เมื่อก่อนอาจจะรับหมด แต่เดี๋ยวนี้รับแค่อันที่อยากทำมากจริงๆ

 

Q. คิดว่างานเราประสบความสำเร็จหรือยัง

คำว่าประสบความสำเร็จจะคล้ายคำว่า “เป็น 1 ในปฐพี” มันเป็นเรื่องนามธรรมมาก ปั๋นคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในเรื่องปัจจัย 4 อะไรอย่างนี้มากกว่า เพราะรายได้ที่เกิดจากงานก็มีใช้อยู่เรื่อยๆ โดย
ไม่จำเป็นต้องทำงานประจำ

อีกเรื่องที่รู้สึกประสบความสำเร็จคือเรื่องของจิตใจค่ะ ได้ทำในสิ่งที่ชอบอะไรแบบนี้ ปั๋นคงไม่มีวันที่จะบอกว่าตัวเองประสบความสำเร็จ เพราะเรายังไม่รู้สึกว่างานของตัวเองเป็นที่น่าพอใจ บางคนบอกว่าคนที่
ประสบความสำเร็จคือคนที่มีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองทำ ปั๋นก็มีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำอยู่นะคะ แต่ความรู้สึกของปั๋นมันไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ มันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราอยากทำงานให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้

 

 

Q. ทริปญี่ปุ่นที่ไปมาเมื่อไม่นาน เป็นแบบไหน

เป็นทริปจิบลิ (Ghibli) ค่ะ มีเพื่อนคนหนึ่งเป็นนักวาดแล้วเขาชอบจิบลิมาก ก็เลยว่าจะพาเขาขับรถไปเที่ยวเมืองจากในเรื่องวันนั้น วันไหน หัวใจจะเป็นสีชมพู (Whisper in my heart) ป่าโทโทโร่ (Totoro) แล้วก็พิพิธภัณฑ์จิบลิ (Ghibli  Museum) แต่วันนั้นพิพิธภัณฑ์เต็มแล้ว ใบขับขี่สากลก็หมดอายุด้วย ก็เลยขับไปไหนเลย ไม่ได้ไปดูนาฬิกาอันใหญ่ที่จะเปิดออกมาตีวันละ 4 ครั้ง (แต่นาฬิกาซ่อมเสร็จวันสุดท้ายของทริป) จะไปคาเฟ่โทโทโร่ แต่คาเฟ่ก็ปิดวันที่เราไปอีก กลายเป็นทริปที่ตลกมากเลย

 

Q. ปกติชอบเที่ยวแบบไหน

ปั๋นชอบขับรถที่ญี่ปุ่นค่ะ เพราะว่าที่ญี่ปุ่นขับรถง่ายดี มีธรรมชาติสวย ตึกต่างๆ งานสถาปัตยกรรมแม้ไม่ได้สวยมากเพราะเข้าใจว่าตึกเก่าๆ มันโดนบอมบ์ไปหมดแล้ว แต่ว่าปั๋นชอบงานแลนด์สเคป ชอบธรรมชาติของมัน

 

Q. ถ้าญี่ปุ่นคือภาพวาดผืนหนึ่ง คิดว่าเป็นภาพแบบไหน

ญี่ปุ่นจะเป็นภาพขนาดยาวที่ปลายภาพด้านหนึ่งเป็นงานแบบญี่ปุ่นโบราณ ค่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ พอมาถึงตรงกลางจะเป็นงานวูดบล็อก เลื่อนไปอีกนิดเป็นงานคอมมิก แล้วก็พัฒนาไปจนกระทั่งสิ้นสุดที่ปลายภาพอีกด้าน ที่บอกว่าเป็นภาพยาวเพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่งานอาร์ตเทรซไปได้อย่างชัดเจนว่าอันนี้เอามาจากไหน มีการพัฒนาไปเรื่อยๆอย่างไม่ขาดช่วง แม้เขาจะได้รับอิทธิพลมาจากต่างประเทศบ้าง แต่ภาพส่วนใหญ่ยังคงมาจากสิ่งที่เขามี เช่น ปั๋นเคยเห็นภาพวาดญี่ปุ่นในยุคอดีตแล้วทำให้นึกถึงคาแร็กเตอร์ในมังงะปัจจุบัน ทรงผมเอย ดวงตาเอย คือมันมีที่มาที่ไปค่ะ

 

Q. ช่วยฝากผลงานหน่อย

ช่วงนี้เดี๋ยวจะมีแสดงงานชื่อ Blood and tone concept ก็คือวาดรูปนางแบบด้วยเลือดของนางแบบเอง ล้างรูปของนางแบบที่เป็นฟิล์มด้วยน้ำยาล้างฟิล์มที่ผสมเลือดของนางแบบ ทำความเข้าใจโครงสร้างของความงามล่ะมั้ง คือเหมือนเวลาเราเห็นภายนอกว่าคนนี้สวย อยากรู้ว่ามีโครงสร้างเท็มเลต (template) ของการที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะเป็นเน็ตไอดอล สวย มีเสน่ห์ได้ มันเป็นพราะอะไร เป็นเพราะว่าวิธีการพูดของเขา ลายมือของเขา มีทำฟอนต์ทำอะไรอย่างนี้ด้วยเลือดของเขา ค่าเลือดมันค่ายังไง ไขมันต่ำกว่าคนอื่นไหม อะไรแบบนี้

 

_

ติดตามผลงานได้ที่

Facebook: @rietyrive
Website: www.behance.net/riety

 

TAGS

LIKE & SHARE

ชอบเรื่องนี้จนต้องบอกต่อ