สารบัญ

JR East Pass {Tohoku Area}

ถ้าพูดถึงการชมธรรมชาติในประเทศญี่ปุ่น เพื่อนๆ อาจจะบอกว่า “ก็ต้องไปดูดอกซากุระสิ” ทว่ามนต์เสน่ห์ของธรรมชาติในอีกฤดูสั้นๆ ที่ถ้าไม่พูดถึงเลยก็น่าเสียดาย นั่นก็คือการชมใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง แล้วฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่นคือเดือนไหนละ ถ้าไปถามคนญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นก็จะบอกว่าญี่ปุ่นแบ่งฤดูทั้ง 4 ออกเป็น 3-3-3-3 ไล่จากเดือนมกราคมไปก็คือ หนาว-ใบไม้ผลิ-ร้อน-ใบไม้ร่วง ถ้าเช่นนั้นฤดูใบไม้ร่วงก็คือเดือน ตุลาคมถึงธันวาคมสินะ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าถ้าเราอยากเห็นใบไม้สีส้ม สีเหลือง สีแดงก็ไปญี่ปุ่นวันไหนก็ได้ในฤดูใบไม้ร่วง เพราะแท้จริงแล้วแต่ละที่ก็เปลี่ยนสีไม่พร้อมกัน และจะมีสีสันสวยสุดๆ เพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้นก่อนจะร่วงโรยไปในที่สุด

แน่นอนว่าถ้าอยากดูใบไม้เปลี่ยนสีที่มีฉากหลังเป็นธรรมชาติสวยๆ เช่น หุบเขา ทะเลสาบ น้ำตก ฯลฯ การที่จะอยู่แค่โตเกียวก็คงไม่ได้เห็นบรรยากาศแบบนั้นแน่ จะให้ไปต่างจังหวัดค่าใช้จ่ายก็คงแพงมากๆ หรือไม่ก็เดินทางลำบากแน่ๆ แต่ขอบอกว่าชีวิตเราจะไม่วุ่นวายแบบนั้น แค่ซื้อบัตร JR East Pass Tohoku Area ใบเดียวก็ไปชมใบไม้เปลี่ยนสีได้ฟรีทั่วโทโฮคุ (Tohoku) ภูมิภาคที่มีพื้นที่เป็นทางยาวตั้งแต่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือจรดเหนือสุดของเกาะฮอนชู และเพราะว่าภูมิอากาศที่โทโฮคุหนาว จึงมีช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่ยาวนานกว่าภาคอื่น นักท่องเที่ยวจึงสามารถเดินทางไปสัมผัสใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงพีคได้อย่างไม่ต้องกลัวว่าจะพลาด  ไม่ได้ฟรีแค่ชินคันเซ็น แต่ฟรีหมดตั้งแต่สนามบินนาริตะ (Narita Airport) หรือ สนามบินฮาเนดะ (Haneda Airport) โดยสามารถเดินทางได้จากรถไฟนาริตะเอ็กซ์เพรส (Narita Express) หรือจะเป็นโตเกียวโมโนเรล (Tokyo Monorail) แถมใช้ได้มากถึง 5 วันในช่วง 14 วันนับตั้งแต่ออกบัตรและไม่ต้องใช้ติดต่อกันก็ได้

วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับสถานที่ท่องเที่ยวเด็ดๆ ในภูมิภาคโทโฮคุ ที่สามารถชมใบไม้เปลี่ยนสี รวมถึงเมนูเด็ดและที่พักเริ่ดๆ พร้อมแผนการเดินทางถึง 2 เส้นทางที่ทำให้เราชมใบไม้เปลี่ยนสีได้คุ้มค่าที่สุด โดยปักหมุดเริ่มออกเดินทางกันที่สถานีโตเกียว (Tokyo Station)

 

เส้นทางที่ 1 ช่วงต้น-กลาง เดือนตุลาคม (4 จังหวัด / 4-5 คืน)

โตเกียว → โมริโอกะ → อาโอโมริ → อาคิตะ  → นิกโก้ → โตเกียว

 

 


หุบเขาเกบิเค (Geibikei / Geibi Gorge)

ที่แรกที่เราจะพาทุกคนไปก็คือ หุบเขาเกบิเค ในจังหวัดอิวาเตะ (Iwate) เป็นช่องระหว่างภูเขาที่มีแม่น้ำซะเท็ตสึ (Satetsu-gawa) ไหลผ่านอย่างคดเคี้ยว โดยสองข้างทางเต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีที่จะพีคสุดในช่วงกลางถึงปลายเดือนตุลาคม มีเรือนำเที่ยวพาชมธรรมชาติได้ตลอดปี และหนึ่งรอบใช้เวลาประมาณ 90 นาที

 

ล่องเรือชมใบไม้เปลี่ยนสีท่ามกลางหุบเขาเกบิเคในฤดูใบไม้ร่วง
ล่องเรือชมใบไม้เปลี่ยนสีท่ามกลางหุบเขาเกบิเคในฤดูใบไม้ร่วง ที่มาภาพ: jnto.tohokumoment.com

 

เมื่อมี JR East Pass Tohoku Area อยู่ในมือก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว เพราะจากสถานีโตเกียวนั่งชินคันเซ็นประมาณ 2 ชั่วโมงก็จะถึง สถานีอิจิโนะเซกิ (Ichinoseki Station) จากนั้นเปลี่ยนไปนั่งรถไฟธรรมดาสายโอฟุนาโตะ (Ofunato Line) อีกครึ่งชั่วโมงแล้วลงที่ สถานีเกบิเค (Geibikei Station) และเดินเท้าต่อ 5 นาทีก็จะถึงหุบเขาเกบิเค ขากลับให้นั่งทางเดิมกลับมาที่สถานีอิจิโนะเซกิ ใช้เวลาครึ่งชั่วโมง จากนั้นเปลี่ยนไปนั่งชินคันเซ็นต่ออีก 40 นาที ไปลงที่ สถานีโมริโอกะ (Morioka Station) ก็จะถึงเมืองโมริโอกะ (Morioka) ที่พักของเราในคืนแรก

 


Joyful Train [Pokemon with YOU] นั่งรถไฟสุดหรรษาพร้อมกับปิกาจูแสนน่ารัก

ความพิเศษของสายโอฟุนาโตะ (อิจิโนะเซกิ-เกบิเค) คือ เราสามารถเลือกนั่งรถไฟ Joyful Train ที่ตกแต่งเป็นธีมต่างๆ ที่สับเปลี่ยนไปในแต่ละซีซั่นด้วย อย่างล่าสุดก็เป็นธีม Joyful Train [Pokémon with YOU] แต่งลวดลายทั้งในและนอกขบวนเป็น “ปิกะจู” ตัวเอกของการ์ตูนเรื่องโปเกมอน แต่ต้องบอกก่อนว่าขาไปและขากลับจะมีเพียงวันละขบวนเท่านั้น ถ้าใครอยากจะนั่งก็ต้องเช็คตารางเวลาอีกทั้งต้องจองล่วงหน้าเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสดีๆ แบบนี้ไป
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม https://www.jreast.co.jp/e/joyful/pokemon.html
ภายใน Joyful Train [Pokemon with YOU]
ที่มาภาพ: ©East Japan Railway Company, ©2018 Pokémon. ©1995 – 2018 NintendoCreatures Inc.GAME FREAK inc., ©Pokémon. TM and ® are trademarks of Nintendo.

 

ก่อนเข้าที่พักในเมืองโมริโอกะ ที่นี่มีเมนูอัศจรรย์ที่ถ้าไม่กินก็เท่ากับว่าพลาด โดยเมนูที่ว่านี้ได้รับการขนานนามว่า “สามสุดยอดเมนูเส้นแห่งโมริโอกะ” เลยทีเดียว ได้แก่ วังโกะโซบะ (Wanko Soba) โมริโอกะเรเมน (Morioka Reimen) และ จาจาเมน (Jajamen)

 

การกินวังโกะโซบะที่คล้ายก๋วยเตี๋ยวเรือของไทย
การกินวังโกะโซบะที่คล้ายก๋วยเตี๋ยวเรือของไทย ที่มาภาพ: PIXTA
โมริโอกะเรเมน บะหมี่เย็นที่ไม่เหมือนใครตรงที่ใส่แตงโมลงไปในชามด้วย
โมริโอกะเรเมน บะหมี่เย็นที่ไม่เหมือนใครตรงที่ใส่แตงโมลงไปในชามด้วย ที่มาภาพ: PIXTA

 

เมนูทั้งสามมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นแตกต่างกันออกไป ถ้าใครอยากสัมผัสประเพณีของจังหวัดอิวาเตะ ขอแนะนำ วังโกะโซบะ เมื่อกินหมดหนึ่งชาม พนักงานก็จะนำชามใหม่มาเสิร์ฟทันที หลายๆ ร้านมีการบันทึกสถิติเอาไว้ ใครอยากล้มแชมป์ต้องจัด แต่ถ้าอยากกินคลีนๆ หน่อยก็ต้องโมริโอกะเรเมน เพราะเป็นเมนูที่เน้นผักสดและที่สำคัญมีผลไม้ที่คนไทยเราคุ้นเคยอย่างแตงโมท็อปอยู่บนเส้นเย็นๆ ด้วย หรือถ้าเบื่ออาหารจืดๆ ขอแนะนำจาจาเมน ที่มีส่วนผสมของน้ำมันพริกเผา

 

จาจาเมน เมนูเส้นสไตล์จีนแบบแห้ง
จาจาเมน เมนูเส้นสไตล์จีนแบบแห้ง ที่มาภาพ: PIXTA

 


ฮาจิมันไต (Hachimantai)

พักเอาแรงกันไปแล้ว วันต่อมาก็ออกเดินทางไปที่ฮาจิมันไตกันต่อ ที่นี่เป็นที่ราบสูงและภูเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้หนาแน่น และจะสวยเป็นพิเศษในช่วงต้นถึงกลางเดือนตุลาคม เพราะใบไม้จะเปลี่ยนเป็นสีโทนส้มแดงทั่วภูเขาแบบพาโนรามา เรียกได้ว่าหันไปทิศไหนก็เจอแต่ใบไม้เปลี่ยนสี

 

ฮาจิมันไต ภูเขาและที่ราบสูงที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้หลายสายพันธุ์
ฮาจิมันไต ภูเขาและที่ราบสูงที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้หลายสายพันธุ์ ที่มาภาพ: th.zekkeijapan.com

 

การไปฮาจิมันไตจากโมริโอกะจะต้องนั่งรถบัสไป ดังนั้นจึงต้องซื้อตั๋วต่างหาก ระยะเวลาก็ประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าจะถึงยอดเขา ขากลับก็ให้นั่งรถบัสกลับมาที่โมริโอกะเช่นกัน จุดหมายถัดไปคือจังหวัดอาโอโมริ (Aomori) เราสามารถใช้พาสนั่งชินคันเซ็นจากสถานีโมริโอกะไปลงที่สถานีชินอาโอโมริ (Shin-Aomori Station) โดยใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง และเปลี่ยนไปนั่งรถไฟ JR ธรรมดาอีกเล็กน้อยก็จะถึงสถานีอาโอโมริ (Aomori Station) ศูนย์รวมความเจริญของจังหวัดอาโอโมริซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายอย่างพิพิธภัณฑ์หมู่บ้านเนบูตะวารัสเสะ (Nebuta Museum WA RASSE), พิพิธภัณฑ์ศิลปะอาโอโมริ (Aomori Museum of Art) และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอาซามุชิ (Asamushi Aquarium) เอาเป็นว่าแนะนำให้พักที่นี่สัก 2 คืน จะได้เที่ยวได้เต็มอิ่ม

 

นกเกะดง ข้าวหน้าปลาดิบแบบ DIY ที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่จากอ่าวมุตสึ
นกเกะดง ข้าวหน้าปลาดิบแบบ DIY ที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่จากอ่าวมุตสึ ที่มาภาพ: www.aptinet.jp

 

ด้วยความที่อาโอโมริอยู่ติดกับอ่าวมุตสึ (Mutsu Bay) จึงขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลที่สดใหม่เป็นอย่างมาก ใครที่ชอบกินปลาดิบหรืออาหารทะเลสดๆ ขอบอกว่าคุณมาถูกแหล่งแล้ว ซึ่งที่ตลาดปลาฟุรุคาวะ (Furukawa Fish Market) นั้นมีเมนูขึ้นชื่อที่เรียกว่า นกเกะดง (Nokke-don) เป็นข้าวหน้าปลาดิบที่เราสามารถเลือกหน้าได้เองว่าจะโปะอะไรไปบ้าง (แบบ DIY) นี่จึงกลายเป็นเมนูที่รวมแต่ของโปรดของตัวเราเองเลยล่ะ

 


โรงแรมในเครือ JR East

 

โรงแรม Metropolitan Hotel Sendai East ติดกับสถานีเซ็นได
ที่มาภาพ: sendai-eastmetropolitan.jp

 

สำหรับใครที่มองหาโรงแรมใกล้ๆ กับสถานี โดยเฉพาะกรณีที่พาผู้สูงอายุไปด้วย เราขอแนะนำให้พักที่โรงแรมเมโทรโพลิแทน (Metropolitan Hotel) ที่เป็นโรงแรมในเครือของ JR East Group สะดวกสบายด้วยทางเดินที่เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟ JR เรียกได้ว่านั่งชินคันเซ็นมาเพลียๆ ก็สามารถเดินสวยๆ เข้าโรงแรมได้แบบไม่ต้องเสียเหงื่อ สาขาที่อยู่ติดกับสถานีรถไฟชินคันเซ็น ได้แก่ โมริโอกะ (Morioka) เซ็นได (Sendai) อาคิตะ (Akita) และยามากาตะ (Yamagata)

 

ห้องพักแสนสะดวกสบายของโรงแรม Metropolitan Hotel Sendai East
ที่มาภาพ: sendai-eastmetropolitan.jp

จองห้องพักได้ที่ http://www.jre-hotels.jp/e/metro/index.html

 


กระเช้าภูเขาฮักโกดะ (Mount Hakkoda Ropeway)

ถ้าพูดถึงจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยสุดๆ ของโทโฮคุ จะไม่พูดถึงภูเขาฮักโกดะไม่ได้ ซึ่งภูเขาที่ว่านี้ตั้งอยู่ระหว่างตัวเมืองอาโอโมริกับทะเลสาบโทวาดะ (Lake Towada) และติดอยู่ใน 100 อันดับภูเขาที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น ช่วงพีคจะอยู่ระหว่างต้นถึงกลางเดือนตุลาคม และเส้นทางการชมใบไม้เปลี่ยนสีที่นิยมได้แก่ การเดินเขา หรือนั่งกระเช้า

 

บรรยากาศภูเขาฮักโกดะที่เปลี่ยนเป็นสีส้ม สามารถนั่งกระเช้าชมวิวแบบพาโนรามาได้
บรรยากาศภูเขาฮักโกดะที่เปลี่ยนเป็นสีส้ม สามารถนั่งกระเช้าชมวิวแบบพาโนรามาได้ ที่มาภาพ: aptinet.jp

 

จากสถานีอาโอโมริ นั่งรถบัสประมาณ 1 ชั่วโมง (ถ้ามี JR East Pass Tohoku Area ขึ้นฟรี) แล้วเตรียมตัวลงที่ทางขึ้นกระเช้าภูเขาฮักโกดะ จากนั้นจ่ายค่าโดยสารกระเช้า ราคาเที่ยวละ 1,180 เยนต่อคน หรือไปกลับ 1,850 เยนต่อคน ขากลับให้นั่งรถบัสกลับไปสถานีอาโอโมริเช่นเดิม จากนั้นนั่งรถไฟ Resort Shirakami Train ไปที่สถานีอาคิตะ (Akita Station) ใช้เวลา 5 ชั่วโมงโดยประมาณ โดยจะพักที่นี่หรือที่ นิวโตออนเซ็น (Nyuto Onsen) 1-2 คืน เพื่อสัมผัสมนต์เสน่ห์ของอาคิตะให้ลึกซึ้งก็ได้

 


Joyful Train [Resort Shirakami] รถไฟที่มองเห็นวิวทะเลและภูเขาตลอดเส้นทาง

 ด้านในของรถไฟ Joyful Train [Resort Shirakami Buna] ที่ด้านหนึ่งมองเห็นชายฝั่งทะเล อีกฟากหนึ่งมองเห็นป่าและขุนเขา
ที่มาภาพ: ©East Japan Railway Company

บางครั้งการเร่งรีบก็ทำให้ความสนุกของการเที่ยวลดลง จะดีกว่าไหมถ้าเราลองปล่อยเวลาให้ผ่านไปช้าๆ ด้วยการเลือกนั่งรถไฟ ปล่อยใจชมวิวธรรมชาติก็ทำให้เวลาพักผ่อนมีคุณค่าได้เช่นกัน อย่างรถไฟ Joyful Train [Resort Shirakami] ที่สามารถนั่งจากอาโอโมริไปอาคิตะได้ ถึงจะอ้อมและใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมง แต่เพราะว่าวิ่งอ้อมนี่แหละ ทำให้ได้ชมวิวของชิราคามิซันจิ (Shirakami Sanchi) ที่สวยเกินคำบรรยาย รถไฟสายนี้จะมีทั้งหมด 3 แบบ คือ อาโออิเคะ (Aoike) บุนะ (Buna) และคุมะเกระ (Kumagera) ซึ่งจะมีดีไซน์ทั้งภายนอกและภายในแตกต่างกัน ที่สำคัญวิ่งเกือบทุกวัน แต่เนื่องจากช่วงเดือนตุลาคมเป็นช่วงที่ผู้คนนิยมมาเที่ยว จึงควรรีบจองที่นั่งตั้งแต่เนิ่นๆ หากมี JR East Pass Tohoku Area ก็จะขึ้นฟรี

 

อย่างที่พอทราบแล้วว่า JR East Pass Tohoku Area ดีขนาดไหน ที่จริงเราสามารถไป อาโอโมริ → ภูเขาฮักโกดะ  → อาโอโมริ → อาคิตะ ได้ครบทั้งหมดภายในวันเดียว แต่การจะทำแบบนั้นเรื่องเวลาก็ต้องเป๊ะมากๆ เพราะรถไฟจากอาโอโมริไปอาคิตะใช้เวลานานถึง 5 ชั่วโมง และออกเที่ยวสุดท้ายคือ 13:50 น. เพราะฉะนั้นถ้าเราพักที่อาโอโมริต่ออีกสักคืนแล้วค่อยไปอาคิตะวันรุ่งขึ้น ก็จะได้ท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ ในอาคิตะอย่าง คาคุโนดาเตะ (Kakunodate) ทะเลสาบทาซาวะ (Lake Tazawa) ได้ และแน่นอนว่าถ้ามี JR East Pass Tohoku Area ก็ฟรีทั้งหมด ถ้าอยากแช่น้ำพุร้อนให้หายหนาวก็ให้นั่งรถบัสไปที่ นิวโตออนเซ็น (Nyuto Onsen) แต่ต้องขอบอกก่อนว่าไม่สามารถใช้พาสได้นะ

 


อาคิตะอินุ สุนัขสายพันธุ์แสนน่ารักจากจังหวัดอาคิตะ

 

ลูกสุนัขพันธุ์อาคิตะอินุ
ที่มาภาพ: min-petlife.com

คงเคยได้ยินเรื่องเล่าของสุนัขที่ชื่อ ฮาจิโกะ (Hachiko) ที่ยืนรอเจ้านายหน้าสถานีชิบูยะ (Shibuya Station) ตลอด 9 ปีจนเสียชีวิต เจ้าสุนัขตัวนี้ก็คือสุนัขสายพันธุ์อาคิตะอินุ (Akita Inu) ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่จังหวัดอาคิตะนี่แหละ ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นสีส้มและสีขาว จึงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสายพันธุ์เดียวกับ ชิบะอินุ (Shiba Inu) แต่อาคิตะอินุเมื่อโตจะมีขนาดใหญ่กว่ามาก เพราะเป็นสุนัขพันธุ์ใหญ่ จึงมีส่วนสูงและน้ำหนักมากกว่าชิบะอินุหลายเท่า

 


อุทยานแห่งชาติโอคุนิกโก้ (Okunikko)

ย้อนกลับมาใกล้ๆ โตเกียวหน่อย ที่เมืองนิกโก้ (Nikko) จังหวัดโทชิงิ (Tochigi) ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับต้นๆ สำหรับชมใบไม้เปลี่ยนสี และสามารถชมได้ตลอดเดือนตุลาคมเรียกว่า อุทยานแห่งชาติโอคุนิกโก้ ถ้าไปช่วงต้นเดือน สถานที่ที่ไม่ควรพลาดก็คือ น้ำตกริวซู (Ryuzu Waterfall) ถ้าไปกลางเดือนก็ต้องไป น้ำตกเคงอน (Kegon Waterfall) นอกจากนี้ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวในอุทยานอีกมากมายที่ไม่ว่าจะไปไหนก็มีฉากเป็นใบไม้เปลี่ยนสีให้ได้ถ่ายรูปกันจนอิ่ม

 

น้ำตกริวซูที่รายล้อมด้วยใบไม้เปลี่ยนสี
น้ำตกริวซูที่รายล้อมด้วยใบไม้เปลี่ยนสี ที่มาภาพ: nikko-kankou.org

 

จากสถานีอาคิตะ นั่งชินคันเซ็นประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งแล้วลงที่สถานีเซ็นได (Sendai Station) จากนั้นเปลี่ยนขบวนไปลงที่สถานีอุตสึโนะมิยะ (Utsunomiya Station) ใช้เวลาต่ออีก 1 ชั่วโมง 10 นาที และเปลี่ยนเป็นรถไฟธรรมดาสายนิกโก้ (Nikko Line) แล้วไปลงสถานีนิกโก้ (Nikko Station) โดยจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ จากนั้นจะต้องนั่งรถบัสคันที่ไปทางยุโมโตะ ออนเซ็น (Yumoto Onsen) จุดนี้แม้จะมี JR East Pass ก็ไม่สามารถใช้พาสได้ ให้เลือกลงที่บริเวณน้ำตกริวซู หรือทะเลสาบชูเซนจิ (Lake Chuzenji) เท่านี้ก็จะถึงจุดหมาย

 


Iroha Train รถไฟขบวนใหม่แต่งในสไตล์เรโทร

 

รถไฟอิโรฮะ รถไฟรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มวิ่งในปี ค.ศ. 2018
ที่มาภาพ: mynavi.jp

รถไฟที่แนะนำรอบนี้ไม่ได้เป็นแบบ Joyful Train เหมือนวันก่อนๆ แต่เป็นรถไฟน้องใหม่ที่มีดีไซน์เก๋ไก๋น่านั่ง เพราะออกแบบมาเป็นอย่างดีทั้งภายนอกและภายในให้ดูย้อนยุค นั่นก็คือรถไฟอิโรฮะ (Iroha Train) ที่สามารถนั่งจากสถานีอุตสึโนะมิยะ (Utsunomiya Station) จังหวัดโทชิกิ (Tochigi) ไปสถานีนิกโก้ (Nikko Station)ได้ ความพิเศษของรถไฟขบวนนี้ที่ไม่เหมือนรถไฟอื่นก็คือ Free Wifi ทั้งขบวน เราจึงกดมือถือเล่นอินเทอร์เน็ตกันได้สบายๆ ท่ามกลางบรรยากาศในขบวนแบบย้อนยุค ได้อรรถรสที่แปลกไปอีกแบบ

 

และแล้วก็ถึงเวลากลับโตเกียว อันดับแรกนั่งรถไฟธรรมดาจากสถานีนิกโก้ไปสถานีอุตสึโนะมิยะก่อน โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ต่อมาให้เปลี่ยนมานั่งชินคันเซ็นกลับมาที่สถานีโตเกียวอีก 1 ชั่วโมง แต่ถ้ารู้สึกว่ายังอยากชมใบไม้เปลี่ยนสีอีก จะนอนแช่ออนเซ็นแล้วค้างแถวทะเลสาบซูเซ็นจิอีกสักคืนก็ไม่เสียหาย หรือถ้าไม่อยากพลาดเมนูเด็ดก่อนกลับโตเกียว ขอให้แวะที่เมืองอุตสึโนะมิยะ (Utsunomiya) เพราะเขาก็มีของขึ้นชื่อที่โด่งดังอย่าง เกี๊ยวซ่าอุตสึโนะมิยะ (Utsunomiya Gyoza) เกี๊ยวซ่าสอดไส้ผักกาดขาว ที่หารับประทานได้มากกว่า 100 ร้าน ที่สำคัญคืออร่อยทุกร้าน

 

เกี๊ยวซ่าอุตสึโนะมิยะกรอบๆ ทอดใหม่ๆ
เกี๊ยวซ่าอุตสึโนะมิยะกรอบๆ ทอดใหม่ๆ ที่มาภาพ: jalan.net

 

เส้นทางที่ 2 ช่วงปลาย เดือนตุลาคม (3 จังหวัด / 5-7 คืน)

โตเกียว → เซ็นได → อาโอโมริ → อาคิตะ → โตเกียว

 

 


มัตสึชิมะ (Matsushima)

จุดหมายแรกของเส้นทางนี้ก็คือเมืองมัตสึชิมะ (Matsushima)  ในจังหวัดมิยางิ ดูเผินๆ เมืองนี้ก็เหมือนมีแค่หมู่บ้านชาวประมง แต่ที่จริงแล้วที่นี่มีอีเว้นท์สำคัญที่ทำให้การชมใบไม้เปลี่ยนสีได้อรรถรสไปอีกขั้น นั่นก็คือเทศกาลไฟประดับในยามค่ำคืนที่วัดเอ็นซึอิน (Entsuin Temple Night Illmunination) ตั้งแต่ช่วงปลายตุลาคมหรือต้นพฤศจิกายน เราจะสามารถดู “ไลท์อัพ” หรือการจัดไฟส่องไปบนใบไม้เปลี่ยนสีตอนกลางคืน สะท้อนเป็นเงาบนผิวน้ำจนสวยเหนือคำบรรยาย

 

ใบไม้เปลี่ยนสีที่สะท้อนแสงไฟในยามค่ำคืนที่วัดเอ็นซึอิน
ใบไม้เปลี่ยนสีที่สะท้อนแสงไฟในยามค่ำคืนที่วัดเอ็นซึอิน ที่มาภาพ: allabout-japan.com

 

เริ่มต้นที่สถานีโตเกียว นั่งรถไฟชินคันเซ็นประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งไปลงที่สถานีเซ็นได จากนั้นเปลี่ยนไปนั่งรถไฟธรรมดาสายโทโฮคุ (Tohoku Line) อีก 40 นาที ก็จะถึงสถานีมัตสึชิมะ (Matsushima Station) เมื่อมาถึงแล้วอาจล่องเรือชมเกาะเล็กเกาะน้อยกว่า 260 เกาะ ค่าโดยสารคนละ 1,500 เยน หรือในช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็จะสามารถเดินไปชมไฟประดับได้ที่วัดเอ็นซึอิน (Entsuin Temple) หรือวัดซุยกันจิ (Zuiganji Temple) ที่อยู่ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟได้ ถ้าเดินจนเหนื่อยแล้วก็อย่าลืมรับประทานของขึ้นชื่อที่สุดของที่นี่ นั่นก็คือหอยนางรม ที่มีให้กินทั้งแบบดิบ ย่าง หรือชุบแป้งทอด อีกทั้งมีร้านที่สามารถกินไม่อั้นได้อีกด้วย พออิ่มแล้วคืนนี้อาจพักที่มัตสึชิมะหรือจะย้อนกลับพักที่เซ็นไดก็ได้

 

หอยนางรมสดใหม่ที่ชาวประมงจับมาจากทะเลในมัตสึชิมะ
หอยนางรมสดใหม่ที่ชาวประมงจับมาจากทะเลในมัตสึชิมะ ที่มาภาพ: tohoku-japan.jp

 


หุบเขานารุโกะ (Naruko Gorge)

ที่ต่อไปก็ยังคงอยู่ในจังหวัดมิยางิ แต่เราจะเปลี่ยนบรรยากาศจากเมืองริมทะเลไปชมผืนป่ากันบ้าง นั่นก็คือหุบเขานารุโกะ (Naruko Gorge) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่ามีทิวทัศน์ในฤดูใบไม้ร่วงที่งดงามและน่าประทับใจเป็นอย่างมาก ช่วงที่สวยที่สุดก็คือปลายเดือนตุลาคม และต้องไปหามุมที่มองเห็นสะพานโอฟุคาซาว่า (Ofukazawa Bridge) ด้วยนะ ไม่งั้นก็เท่ากับว่ามาไม่ถึง

 

หุบเขานารุโกะในช่วงฤดูใบไม้ร่วง
หุบเขานารุโกะในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ที่มาภาพ: th.zekkeijapan.com/

 

เมื่อมาถึงสถานีเซนได ให้ขึ้นรถไฟธรรมดามาลงที่สถานีนารุโกะออนเซ็น (Naruko Onsen Station) หรือสถานีนากายามะไดระออนเซ็น (Nakayamadaira Onsen Station) ใช้เวลาประมาณ 40 นาที จากนั้นเดินต่อไปอีก 30 นาทีก็จะถึงหุบเขานารุโกะ แต่ถ้าลงที่สถานีนารุโกะออนเซ็นก็จะมีอีกออฟชั่นให้เลือกคือนั่งรถบัส แต่ต้องจ่ายค่าโดยสารต่างหาก เพราะไม่ได้รวมอยู่ในพาส ขากลับใช้เส้นทางเดิมกลับไปที่เมืองเซ็นได

 

Joyful Train [Resort Minori] รถไฟที่มาพร้อมหน้าต่างบานใหญ่ ชมวิวได้อย่างจุใจ

รถไฟ Joyful Train [Resort Minori] ที่ลอดผ่านอุโมงค์มายังหุบเขานารุโกะ
ที่มาภาพ: ©East Japan Railway Company

Joyful Train ขบวนต่อไปที่จะแนะนำก็คือ Resort Minori รถไฟที่วิ่งตั้งแต่สถานีเซ็นไดถึงสถานีชินโจ (Shinjo Station) ระหว่างทางจะมีทิวทัศน์ของท้องนาและป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ให้ชมตลอดเส้นทาง และสามารถลงที่สถานีนารุโกะออนเซ็นหรือสถานีนากายามะไดระออนเซ็นเพื่อไปที่หุบเขานารุโกะได้ ปกติรถไฟจะวิ่งเฉพาะสุดสัปดาห์เท่านั้น แต่ช่วงปลายเดือนตุลาคมจะวิ่งแทบทุกวันซึ่งจะมีเพียงวันละ 1 รอบเท่านั้น จึงจำเป็นจะต้องวางแผนดีๆ ถ้ามี JR East Pass Tohoku Area ก็จะสามารถจองที่นั่งได้ฟรีด้วย

 

ลิ้นวัวย่าง หรือ กิวตัน (Gyutan) คือเมนูยอดฮิตของเซ็นไดที่ขอท้าให้ลอง คนที่ไม่เคยกินมาก่อน พอได้ยินแค่คำว่า “ลิ้นวัว” ก็อาจจะเริ่มผวาแล้ว แต่ถ้าได้ลองนำเข้าปากจะรู้ว่ารสชาติอร่อยและไม่เหม็นคาวเลย ส่วนใหญ่นิยมนำมาย่างให้ด้านนอกสุกเหลือส่วนดิบๆ ด้านในเล็กน้อย กินคู่กับผักดองหรือข้าวสวย พออิ่มแล้วที่เมืองเซ็นไดยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไปอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปราสาทเซ็นได (Sendai Castle), วัดรินโนจิ (Rinnoji Temple) อาคิอุออนเซ็น (Akiu Onsen) ฯลฯ ถ้าจะเที่ยวให้ครบที่สำคัญๆ แนะนำให้พักที่เซ็นไดต่อสัก 1-2 คืน

 

ลิ้นวัวย่างของเมืองเซ็นไดที่แสนอร่อย
ลิ้นวัวย่างของเมืองเซ็นไดที่แสนอร่อย ที่มาภาพ: triipgo.com

 


ลำธารโออิราเสะ (Oirase Stream)

ได้เวลาเดินทางต่อสู่จังหวัดอาโอโมริ ทางตอนเหนือสุดของเกาฮอนชู ที่นี่มีลำธารที่งดงามมากจนทั้งคนที่ชื่นชอบธรรมชาติหรือคนที่เฉยๆ ต่างก็ต้องตะลึงกันทั้งนั้น ชื่อของลำธารนั้นก็คือ ลำธารโออิราเสะ (Oirase Stream) มีน้ำไหลยาวมาจากยาเคยามะ (Yakeyama) ลงสู่เนโนคุจิ (Nenokuchi) หรือทะเลสาบโทวาดะ (Lake Towada) เป็นระยะทางถึง 14 กิโลเมตร และมีเส้นทางเดินชมป่ายาว 9 กิโลเมตรจากอิชิเกโดะ (Ishigedo) ไปจนถึงเนโนคุจิ แต่ถึงไม่ใช่สายลุยก็มีหนทางที่สามารถชมลำธารโออิราเสะได้ง่ายๆ เพราะว่ามี JR Bus ที่แล่นคู่ขนานไปกับทางเดินป่า ทำให้สามารถแวะลงไปถ่ายรูป ดื่มด่ำบรรยากาศ แล้วรอขึ้นคันถัดไปโดยแทบจะไม่ต้องเดินให้เหนื่อย มองวิวน้ำตกและใบไม้เปลี่ยนสีที่พีคในช่วงปลายเดือนตุลาคมจากหน้าต่างรถได้อย่างใกล้ชิด

 

ลำธารโออิราเสะในฤดูใบไม้ร่วง
ลำธารโออิราเสะในฤดูใบไม้ร่วง ที่มาภาพ: biglobe.ne.jp

 

การไปลำธารโออิราเสะนั้นก็ง่ายแสนง่าย และฟรีหมดถ้ามี JR East Pass Tohoku Area ที่สถานีเซ็นไดนั่งรถไฟชินคันเซ็นประมาณ 2 ชั่วโมงก็จะถึงสถานีชินอาโอโมริ จากนั้นนั่ง JR Bus ประมาณ 2 ชั่วโมงก็จะถึง

 

JR Bus Tohoku รถบัสแสนสบายที่ฟรีหมดแค่พกพาส

 

JR Bus Tohoku สีเขียวอมฟ้า คันที่สามารถนั่งไปจนถึงลำธารโออิราเสะได้
ทีมาภาพ: buzzwall.net

ข่าวดีสำหรับนักท่องเที่ยวไทยอย่างเรา JR East ใจดีปรับให้ JR East Pass Tohoku Area สามารถใช้นั่งรถบัสฟรีไม่อั้นได้แล้ว ตั้งแต่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา แถมรถบัสคันนี้ยังพาไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวเด็ดๆ อย่าง หุบเขาโออิราเสะ (Oirase Gorge), ทะเลสาบโทวาดะ (Lake Towada), คุซัตสึออนเซ็น (Kusatsu Onsen) ฯลฯ จึงเหมาะกับคนที่ต้องการเก็บที่เที่ยวให้ครบ พอไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายก็สามารถขึ้นๆ ลงๆ บริเวณจุดที่อยากแวะได้แบบสบายกายสบายใจ

 


ทะเลสาบโทวาดะ (Lake Towada)

ไปลำธารมาแล้ว คราวนี้ถึงตาทะเลสาบซึ่งเป็นปลายน้ำกันบ้าง ที่นี่ก็คือทะเลสาบโทวาดะซึ่งอยู่บนเส้นแบ่งเขตจังหวัดอาคิตะกับอาโอโมริ ในเขตอุทยานโทวาดะ-ฮาจิมันไต (Towada-Hachimantai) จัดว่าเป็นทะเลสาบปล่องภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะฮอนชู

 

ทะเลสาบโทวาดะท่ามกลางบรรยากาศฤดูใบไม้ร่วง
ทะเลสาบโทวาดะท่ามกลางบรรยากาศฤดูใบไม้ร่วง ที่มาภาพ: tohokuandtokyo.org

 

เมื่อเดินทางมาถึงเนโนะกุจิซึ่งเป็นปลายน้ำของลำธารโออิราเสะ นั่งเรือนำเที่ยวมาลงที่อีกด้านของทะเลสาบซึ่งเรียกว่ายาสุมิยะ (Yasumiya) จากมุมนี้ถ้าอากาศดีก็จะมองเห็นภูเขาฮักโกดะอยู่อีกด้านเป็นฉากหลัง ขากลับนั่งรถบัสประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งไปลงที่สถานีชินอาโอโมริหรือสถานีอาโอโมริก็ได้ ถ้ามี JR East Pass Tohoku Area นั่งฟรีตลอดสาย ทั้งนี้ทั้งนั้นเราขอแนะนำให้พักที่อาโอโมริสัก 1-2 คืน

 

แอปเปิ้ล ผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดอาโอโมริ
แอปเปิ้ล ผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดอาโอโมริ ที่มาภาพ: medetai-tsuruta.jp

 

ก่อนออกจากอาโอโมริ มีผลไม้ชนิดหนึ่งที่อยากให้ลิ้มลองก่อน นั่นก็คือ “แอปเปิ้ล” เพราะในจังหวัดอาโอโมริสามารถปลูกแอปเปิ้ลได้มากที่สุดในญี่ปุ่น โดยคิดเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศ ความพิเศษของแอปเปิ้ลอาโอโมริคือมีรสหวานและราคาถูก

 


หมู่บ้านซามูไรคาคุโนดาเตะ (Kakunodate Samurai Residences)

ฟินาเล่ปิดทริปทั้งที คงจะไปที่ธรรมดาๆ ก็คงจะไม่ได้ เพราะที่นี่คือ หมู่บ้านซามูไรคาคุโนดาเตะ (Kakunodate Samurai Residences) ในจังหวัดอาคิตะ เต็มไปด้วยอาคารเก่าแก่ที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมของซามูไรในสมัยก่อน ประดับประดาด้วยต้นไม้ใบหญ้าที่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองแดง เรียกได้ว่าสวยสดงดงามทั้งสถาปัตยกรรมและธรรมชาติ น่าเดินถ่ายรูปไปหมดทุกจุดเลย

 

ถนนบริเวณหมู่บ้านซามูไรคาคุโนดาเตะในฤดูใบไม้ร่วง
ถนนบริเวณหมู่บ้านซามูไรคาคุโนดาเตะในฤดูใบไม้ร่วง ที่มาภาพ: goodlucktripjapan.com

 

พร้อมแล้วไปที่สถานีชินอาโอโมริหรือสถานีอาโอโมริ จากนั้นนั่ง Joyful Train [Resort Shirakami] ไปที่สถานีอาคิตะ ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง นานหน่อยแต่ว่าดูวิวเพลินไม่เบื่อ เมื่อถึงอาคิตะแล้วนั่งชินคันเซ็นต่ออีก 45 นาทีไปสถานีคาคุโนดาเตะ (Kakunodate Station) จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 15 นาทีก็จะถึงหมู่บ้านซามูไรคาคุโนดาเตะ เมื่อเดินเที่ยวพอใจแล้วนั่งชินคันเซ็นกลับมาพักที่อาคิตะหรือนิวโตออนเซ็นอีก 1-2 คืน

 

Joyful Train [Resort Shirakami] รถไฟแสนสบายที่มองเห็นทะเลและภูเขาตลอดเส้นทาง

รถไฟ Joyful Train [Resort Shirakami Aoike] ที่แล่นผ่านชิราคามิซันจิ
ที่มาภาพ: ©East Japan Railway Company

ที่จริงแล้วเราสามารถนั่งรถไฟด่วนจากสถานีชินอาโอโมริไปถึงอาคิตะได้ภายในเวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง แต่ก็น่าเสียดายเพราะจะอดชมทิวทัศน์ของชิราคามิซันจิ รถไฟ Joyful Train [Resort Shirakami] ก็เลยเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่า แม้จะถึงช้าแต่ก็ได้ชมวิวธรรมชาติที่ดีต่อใจ ที่สำคัญรถไฟขบวนนี้ยังมีดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์และวิ่งเกือบทุกวัน เราขอแนะนำ 2 แพลนเที่ยวเพื่อให้ไม่เหนื่อยจนเกินไป
A) อาโอโมริ → อาคิตะ → คาคุโนดาเตะ → อาคิตะ + อยู่อาคิตะต่ออีก 1 วัน → โตเกียว
B) อาโอโมริ → อาคิตะ + อยู่อาคิตะต่ออีก 1 วัน → คาคุโนดาเตะ → โตเกียว

 

ที่อาคิตะมีของกินที่จะช่วยเติมความอบอุ่นให้ร่างกายท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเหน็บได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือ คิริทัมโปะ (Kiritampo) ข้าวที่นำมาตำให้แน่นแล้วนำไปย่างบนเตาถ่าน มักกินแบบเสียบไม้ หรือกินแบบหม้อไฟก็ไม่ติด เรียกว่า คิริทัมโปะนาเบะ (Kiritampo Nabe) ลองยืนกัดคิริทัมโปะอุ่นๆ ใต้ต้นไม้สีแดง ลมเย็นๆ ซึมซับบรรยากาศของฤดูใบไม้ร่วงให้เต็มที่ ถือว่าปิดท้ายทริปได้อย่างสวยงาม

 

คิริทัมโปะ อาหารขึ้นชื่อของจังหวัดอาคิตะ
คิริทัมโปะ อาหารขึ้นชื่อของจังหวัดอาคิตะ ที่มาภาพ: hiroshidesu.com

 

หมดเวลาสนุกแล้วสิ ถึงเวลากลับโตเกียวกันแล้ว นั่งชินคันเซ็นจากสถานีอาคิตะประมาณ 4 ชั่วโมงก็จะถึงสถานีโตเกียว ถ้ามี JR East Pass Tohoku Area ก็จะนั่งฟรีจนจบทริป

 

JR East Pass Tohoku Area สุดยอดตั๋วที่ช่วยให้การเที่ยวโทโฮคุเป็นเรื่องง่าย

การซื้อพาสเป็นทางเลือกที่คนไทยนิยม เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้มาก ทำให้เหลือเงินไปช็อปปิ้งหรือกินของที่อยากกินได้เต็มที่ แต่พาสก็มีหลากหลายชนิดให้เลือกและมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน วันนี้เลยจะมาเผยข้อมูลให้ทุกคนรู้ว่า JR East Pass Tohoku Area ที่ว่าเจ๋งขนาดไหน

 

ที่มาภาพ: jreast.co.jp

 

ผู้ที่มีบัตร JR East Pass Tohoku Area จะสามารถขึ้นรถไฟในเส้นทางของ JR East ที่กำหนดได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง สามารถเลือกวันที่จะใช้ได้ 5 วันในช่วง 14 วันนับจากออกตั๋ว (ไม่จำเป็นต้องติดต่อกัน) ราคาผู้ใหญ่ (12 ปีขึ้นไป) คนละ 19,000 เยน เด็ก (6-11 ปี) ราคา 9,500 เยน หากไม่มีพาสแล้วซื้อตั๋วชินคันเซ็นจากสถานีโตเกียวไปสถานีอาโอโมริเที่ยวเดียว ก็ต้องจ่ายถึง 17,550 เยน ที่สำคัญสามารถสำรองที่นั่งชินคันเซ็นและรถไฟพิเศษต่างๆ ได้ล่วงหน้าตั้งแต่อยู่ที่ไทย รวมไปถึงรถไฟ Joyful Train ก็ฟรีทั้งหมดไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และล่าสุด เมื่อมิถุนายน ค.ศ. 2018 ก็เพิ่มเงื่อนไขให้สามารถนั่งรถบัส JR Tohoku Bus ฟรีทุกเส้นทาง

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.jreast.co.jp/e/eastpass_t/index.html

ชมวิดีโอแนะนำภูมิภาคโทโฮคุ

 

 
 

วิธีซื้อ JR East Pass Tohoku Area แบบง่ายที่สุด

สุดท้ายนี้ เราขอแนะนำวิธีซื้อ JR East Pass Tohoku Area แบบง่ายที่สุด ก็คือซื้อผ่านเอเจนซี่ที่เชี่ยวชาญเรื่องการท่องเที่ยวญี่ปุ่น ได้แก่ Wendy Tour, H.I.S และ JTB สามารถติดต่อและสอบถามรายละเอียดได้โดยกดที่รูปภาพด้านล่าง

Wendy Tour

โทร.02-214-1763

ซื้อได้ที่นี่ 

H.I.S

โทร.02-022-0933

ซื้อได้ที่นี่

JTB

โทร.02-344-4688 / 02-344-4600

ซื้อได้ที่นี่

 

LIKE & SHARE

ชอบเรื่องนี้จนต้องบอกต่อ