เมืองโยโกฮาม่า (Yokohama) จังหวัด คานางาวะ (Kanagawa) ห่างจากใจกลางกรุงโตเกียวไปประมาณ 35 กิโลเมตรเท่านั้น (พอๆ กับจากใจกลางสุขุมวิทไปสนามบินสุวรรณภูมิ) นั่งรถไฟไปเพียง 40-45 นาที ก็ถึงแล้ว ถือว่าใกล้มากๆ และเป็นอีกจุดหมาย “รอบโตเกียว” ที่ควรไปเก็บให้ครบ ไม่รอช้า เราไปดูกันเลย

 

01 Minato Mirai

เราขอเริ่มกันที่นี่เป็นอันดับแรก Minato Mirai 21 ไม่ใช่ชื่อตึกหรือชื่อถนนแต่เป็นชื่อย่านสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งใจกลางโยโกฮาม่าที่อยู่ติดริมอ่าว และเป็นย่านที่นักท่องเที่ยวไปเยือนกันมากที่สุดของเมือง เพราะมีสถานที่เที่ยวเต็มไปหมด นักท่องเที่ยวสามารถหมดเวลาทั้งวันไปกับย่านนี้เพียงย่านเดียวได้ (Minato Mirai 21 อาจเปรียบได้กับ Marina Bay ของสิงคโปร์)

แหล่งช็อปปิ้ง

เราขอเอาใจสายช็อปเป็นอันดับแรก เพราะ Minato Mirai มีห้างสรรพสินค้า ร้านค้าร้านอาหารชั้นนำอยู่หลายตึกหลายห้างตั้งติดๆ กันรอให้คุณเดินเข้า ไม่ว่าจะ Landmark Plaza (ติดกับตึก Landmark Tower) ที่มีช็อปจุใจถึง 5 ชั้น เป็นห้างมีระดับ ใครสายหรูสายเปย์ก็ขอให้มาที่นี่

 

ภาพ : hubjapan.io

 

หรือ Queen’s Towers ข้างๆ ติดกันที่มีอยู่ถึง 3 ตึก ห้างนี้จะมีความหลากหลายกว่า พร้อมพื้นที่ outdoor เปิดโล่งหน้าตึก ที่เต็มไปด้วยคาเฟ่เก๋ๆ ร้านอาหารคูลๆ

 

Minato MiraiQueen’s Square ส่วนหนึ่งของ Queen’s Towers

 

หากข้ามสะพานเล็กๆ มาฝั่งตรงข้าม จะเจอกับห้าง World Porters ที่มีอยู่ 6 ชั้น แต่ละชั้นมีธีมของตัวเอง โดยชั้นบนสุดเป็นโรงหนังใหญ่ (จุดช็อปปิ้งย่านนี้คล้าย MBK – Siam Discovery – Siam Center – Siam Paragon คือห้างอยู่ติดๆ กันหมด)

 

02 Sky Garden Observatory

 

Sky Garden Observatoryตึก Landmark Tower

 

เป็นจุดชมวิวตั้งอยู่บนตึก Landmark Tower (ติดกับห้าง  Landmark Plaza) ที่ความสูงกว่า 296 เมตรและเป็นจุดชมวิวสูงสุดของโยโกฮาม่า ภายในเป็นกระจกบานใหญ่พร้อมทางเดินวนรอบ เราสามารถมองเห็นอ่าวโตเกียวและวิวได้ทั่วทั้งเมือง มีมุมโซฟาที่นั่งสุดโรแมนติกรองรับสำหรับคนมาเป็นคู่

 

Yokohama

Sky Garden Observatoryโรแมนติก

 

เพื่อความคุ้มค่า เราขอแนะนำให้ขึ้นไปช่วงพระอาทิตย์ตกดิน รอให้ลับฟ้า เพื่อเปลี่ยนเป็นยามราตรีในที่สุด เสียเงินขึ้นครั้งเดียวได้เห็นวิวทัศนียภาพสองแบบ (ยิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัว)

 

Yokohamaขึ้นทีเดียว เห็นวิวสองเวลา

 

03 Cosmo World

ใครสายสวนสนุกสุดเหวี่ยงก็ขอให้มาที่นี่ อยู่ฝั่งตรงข้าม Queen’s Towers (เดินข้ามสะพานมา 500 เมตร) เพราะมีรถไฟเหาะและเครื่องเล่นสวนสนุกให้ได้มันส์กัน หรือสำหรับเด็กเล็กมาเป็นครอบครัวเขาก็มีเครื่องเล่นเบาๆ สำหรับน้องๆ หนูๆ ไว้รองรับเช่นกัน

 

Cosmo Worldมันส์ๆ แบบวัยรุ่นก็มี ภาพ : timetravelturtle.com

หรือเบาๆ สำหรับน้องๆหนูๆ ก็มา ภาพ : asoviva.mamakoe.jp

 

อีกสิ่งที่พลาดไม่ได้เมื่อมา Cosmo World คือ การได้ขึ้น “ชิงช้าสวรรค์ยักษ์” ที่สามารถเห็นวิวได้ทั่วบริเวณอ่าว (ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นชิงช้าสวรรค์ที่สูงที่สุดในโลก)

 

Cosmo Worldมันใหญ่มาก!

 

04 Cup Noodles Museum

 

Cup Noodles Museumรวบรวมจากทั่วทุกมุมโลก

 

อยู่ตรงข้าม Cosmo World พอดี Cup Noodles Museum เป็นอีกไฮไลท์ของเหล่านักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มาโยโกฮาม่า นอกจากภายในจะเป็นแหล่งประวัติศาสตร์บะหมี่ถ้วยจากทั่วโลกแล้ว ยังมีกิจกรรมให้ผู้เยี่ยมชมสามารถออกแบบถ้วยบะหมี่ในแบบตัวเองได้

 

Cup Noodles Museum

ไฮไลท์คือกิจกรรมที่เราดีไซน์บะหมี่ถ้วยของเราเองได้

 

อีกทั้งยังมีโซน “Food Court” ที่เสิร์ฟบะหมี่จากทั่วทุกมุมโลก Cup Noodles Museum เป็นไฮไลท์ของเมืองที่ต้องมาสัมผัสให้ได้สักครั้ง

 

Food Court บะหมี่ถ้วยนานาชาติ

 

05 Red Brick Warehouse

 

Red Brick Warehouse

 

เขยิบออกจาก Minato Mirai ออกมาเล็กน้อย เมื่อเดินมาตามทางอีกหน่อยจะเจอกับ Yokohama Red Brick Warehouse (ห่างจาก Cup Noodles Museum เพียง 700 เมตร) ปัจจุบันไม่ใช่โกดังสินค้าตามชื่อแต่อย่างใด แต่ภายในเป็นช็อปร้านค้าร้านอาหารที่ยังคงอนุรักษ์สถาปัตยกรรมโกดังภายนอกไว้อยู่ เป็นหนึ่งในอาคารประวัติศาสตร์ของโยโกฮาม่า

 

ภายในทันสมัย

 

รอบนอก Red Brick Warehouse เป็นลานอเนกประสงค์ มีพื้นที่โล่งกว้างใหญ่ ซึ่งบ่อยครั้งเป็นพื้นที่จัดกิจกรรม อาทิ “Art Rink” หรือ ลานไอซ์สเก็ตกลางแจ้ง ซึ่งจะจัดทุกๆ หน้าหนาวของทุกปี (Art Rink ปีนี้จัดถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2019 โดยมีค่าเข้า 700 เยน)

 

Red Brick Warehouse

 

06 Osanbashi Pier

 

Osanbashi Pierเป็นคลื่น ไต่ระดับชั้น ภาพ : ambassadors-japan.com

 

เดินต่อจากโกดังอิฐแดง ไปตามทางราว 1 กิโลเมตร ก็จะพบกับ Osanbashi Pier เป็นท่าเรือที่ยื่นออกไปบนอ่าวยาวถึง 400 เมตร แล้วท่าเรือเกี่ยวอะไรกับเราในเมื่อไม่ได้ขึ้น? เพราะท่าเรือนี้ทำด้วยไม้ที่ออกแบบเป็นลักษณะ “คลื่นทางเดิน” ไต่ระดับชั้น สลับกับพื้นหญ้า เป็นสถาปัตยกรรมที่ดูแปลกตา อีกทั้งจากจุดนี้ยังเห็นวิวย่าน Minato Mirai แบบเต็มๆ ตา โดยไม่มีอะไรมาบดบังที่สำคัญเข้าฟรี! เราจะเห็นชาวเมืองมาวิ่งออกกำลังกาย พาหมาแมวมาเดินเล่น ทำกิจกรรมโน่นนี่ชิลๆ และเป็นอีกหนึ่งจุดเดทของหนุ่มสาวที่นี่อีกด้วย

 

Osanbashi Pierอีกหนึ่งจุดเดท ภาพ : ambassadors-japan.com

 

07 China Town

 

China Town Yokohamaภาพ : fr.japantravel.com

 

จาก Osanbashi Pier เดินลงมาทิศใต้ราว 1.2 กิโลเมตร ก็ขอยินดีต้อนรับสู่ “China Town ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น” จากสมัยก่อนที่คนจีนมาติดต่อค้าขายกับคนญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1859 เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมมากมาย ก๋วยเตี๋ยวแบบจีน ก็ถูกคนญี่ปุ่นปรับเปลี่ยนให้ถูกปาก จนกลายไปเป็น “ราเมง” ที่เราคุ้นเคยกันนั่นเอง

ทั้งย่านจะเต็มไปด้วยสีแดงตามแบบฉบับไชน่าทาวน์ทั่วโลก ซุ้มประตูสีแดงแบบจีน ป้ายไฟ โคมไฟ ตึกรามบ้านช่อง วัดแบบจีน รวมถึงคนญี่ปุ่นเชื้อสายจีน ตรุษจีนทุกปีก็จะมีจัดงานขึ้นที่นี่ และที่นักท่องเที่ยวพลาดไม่ได้คือ อาหารแบบจีนแท้ๆ ดั้งเดิม และในรสชาติที่ฟิวชั่นเข้ากับญี่ปุ่น: ติ๋มซำ ซาลาเปา ขนมจีน หย่ำฉ่า หะเก๋า บะหมี่หมูแดง เป็ดปักกิ่ง ฯลฯ หากินได้ง่ายในย่านนี้

 

ภาพ : tripnote.jp

ภาพ : tripnote.jp

 

China Town กระจายอยู่ทุกหัวเมืองใหญ่ทั่วโลก เป็นสเน่ห์เป็นวัฒนธรรมย่อยของเมืองนั้นๆ ที่นักท่องเที่ยวต่างไปสัมผัสกัน โยโกฮาม่าก็เป็นอีกแห่งที่ไม่ควรพลาด

 

08 Yamate Area

 

ภาพ : yokohama-guide.com

 

ย่านชาวต่างชาติ(ส่วนมากฝรั่ง) ของโยโกฮาม่า ซึ่งเริ่มตั้งรกรากมาตั้งแต่ช่วงปี 1850s หลังญี่ปุ่นเปิดประเทศ

ย่านนี้เป็นอีกหนึ่งสเน่ห์ของโยโกฮาม่า นอกจากสภาพภูมิทัศน์เป็นแบบเนินเขา ขึ้น-ลงไปมาแล้ว ยังมีกลิ่นอายแบบฝรั่งเยอะมาก ไม่ว่าจะสถาปัตยกรรมบ้านเรือน โบสถ์ โรงเรียนนานาชาติ ร้านอาหารฝรั่ง โคมไฟแบบวิกตอเรียน หรือแม้แต่สุสานแบบฝรั่ง ฯลฯ

ที่เยี่ยมคืออาคารประวัติศาสตร์หลายสิบแห่ง เปิดให้สาธารณชนเข้าชมได้ฟรี! อาทิ Bluff No. 111 อดีตบ้านพักชาวอเมริกัน  Berrick Hall ที่พ่อค้าชาวอังกฤษเคยอาศัยอยู่ หรือ Diplomat’s House ที่มีสถาปัตยกรรมแบบวิกตอเรียนผสมอยู่

 

 

บ้าน Bluff No. 111 ภาพ : machi-tabi.jp

Yamate Areaภายในบ้าน Bluff No. 111 ภาพ : machi-tabi.jp

Yamate AreaDiplomat’s House ภาพ : yokohamajapan.com

 

09 Ramen Museum

 

Ramen Museum

 

เราขอปิดท้ายที่ “พิพิธภัณฑ์ราเมง” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของการมาเยือนโยโกฮาม่า นอกจากภายในจะบอกเล่าประวัติศาสตร์น่าสนใจเกี่ยวกับราเมงตามชื่อมิวเซียมแล้ว ยังมีโซน “ญี่ปุ่นยุคเก่า” มาในธีมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมคลาสสิค และเป็นที่ๆ คัดสรรร้านราเมงตัวท็อปจากทั่วญี่ปุ่นมารวมไว้ในที่เดียวกันมากถึง 9 ร้านให้ลองชิมกัน

 

Ramen Museum

 

ที่เรียกว่าชิม เพราะพิเศษตรงที่ทุกร้านมีเมนูไซด์ “มินิ” ปริมาณเล็กๆ ราคาไม่แพง ให้เราลองชิมครบได้ทุกร้าน

 

ซื้อตั๋วอาหารที่ตู้ ก่อนให้พนง. (ทุกร้านมีไซด์มินิให้เลือก)

อย่าลืมเผื่อท้องก่อนมา!

 

และทั้งหมดนี้คงพอตอบคำถามได้ว่า Yokohama มีอะไรน่าเที่ยว? แต่ในความเป็นจริงยังมีสถานที่น่าสนใจยิบย่อยเต็มไปหมด เพียงแต่ที่กล่าวมาคือไฮไลท์สำคัญ (โดยเฉพาะถ้ามาครั้งแรก) ใครมีแพลนไปโตเกียว แนะนำเจียดเวลาสักหนึ่งวันก็ยังดีแวะมาสัมผัสโยโกฮาม่าให้เห็นกับตาตัวเองดูสักครั้ง แล้วคุณอาจจะติดใจ

LIKE & SHARE

ชอบเรื่องนี้จนต้องบอกต่อ