Kinosaki Onsen, Hyogo

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนกกระสาขาวตัวหนึ่ง เกิดบาดเจ็บหนักมา จึงหาที่พักรักษาตัว ได้ตัดสินใจบินร่อนลงบ่อน้ำร้อนที่มีไอคุกรุ่น เมื่อชาวบ้านแถวนั้นมาพบเข้า ก็ต้องแปลกใจเป็นอย่างมาก เพราะบาดแผลเหล่านั้นกลับค่อยๆ จางหายไป ผู้คนทั้งหลายจึงตระหนักเป็นครั้งแรกว่านี่คือน้ำพุธรรมชาติอันศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถเยียวยาอาการเจ็บปวดได้ จนกลายเป็นบ่อน้ำร้อนที่คนลงไปแช่น้ำสืบต่อกันมานับพันปี…”

 

แค่ได้รู้ตำนานกว่า 1,400 ปี ของ “คิโนะซากิ ออนเซ็น” (Kinosaki Onsen) ก็ทำให้อยากไปเห็นของจริงจนต้องปักหมุดไว้บนแผนที่โลกได้ไม่ยาก เมื่อโอกาสมาถึง การเดินทางแบบไหนที่จะทำให้หัวใจอิ่มเอมที่สุด ก็คงเป็นหัวข้อต่อไปที่เราต้องขบคิด การได้ไปถึงฝั่งคันไซของญี่ปุ่น จะตรงไปที่จุดหมายเดียวก็เห็นจะไม่คุ้ม “ปราสาทฮิเมจิ” อันโด่งดังที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล จึงกลายเป็นปลายทางร่วมของการเดินทางครั้งนี้

 

 

ใครๆ ที่เคยไปญี่ปุ่นต่างบอกว่าเป็นเสียงเดียวกันว่า การเดินทางที่สะดวกสบายและรวดเร็วทันใจที่สุดคือรถไฟ แต่ครั้งนี้เราพบข้อมูลใหม่ที่อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าคือ การเดินทางด้วยรถลีมูซีนบัสซึ่งพอได้ลองใช้บริการจริงๆ ก็รู้สึกว่าน่าประทับใจมาก เพราะแค่เดินออกมาจากสนามบินก็เจอป้ายรถบัสอยู่ตรงหน้า แถมยังมีที่วางกระเป๋าเวอร์วังของฉันใต้ท้องรถทำให้ไม่ต้องลากกระเป๋าแกรกๆ ขึ้นลงบันไดเลื่อน และไม่ต้องคอยเกาะกระเป๋าไว้แน่นๆ เหมือนตอนขึ้นรถไฟ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือวิวข้างทางที่ได้เห็นผ่านกระจกรถบัสนั้นทำให้เพลิดเพลินได้ไม่น้อยทีเดียว

 

Kansai Old Town
ซากุระ โซบะ ปูมัตสึบะ ปราสาท และออนเซ็น

เสน่ห์อย่างหนึ่งในการท่องเที่ยวฝั่งคันไซของญี่ปุ่นคือ มีเมืองโบราณที่น่าสนใจหลายเมืองให้ค้นหาและไปเยี่ยมชม เมื่อตัดสินใจมาย่านเก่าๆ อย่างคิโนะซากิ (Kinosaki) แล้ว การได้แวะไปดูเมืองฮิเมจิ (Himeji) ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรพลาด คิโนะซากิเองก็เป็นย่านที่น่าสนใจ เพราะนักท่องเที่ยวมีจำนวนมากขึ้นหลายเท่าตัวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อีกที่หนึ่งคืออิสุชิ (Izushi) ย่านโบราณที่เคยรุ่งเรืองในอดีต แต่น้อยคนนักที่จะเคยค้นพบ ก่อนจะปิดทริปที่เมืองโกเบ (Kobe) เมืองเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นที่แฝงไว้ด้วยศาลเจ้าเก่าแก่อายุพันปี

 

Himeji Castle
ปราสาทนกกระยางขาว

 

 

จากสนามบินคันไซ สามารถนั่งรถลีมูซีนบัสของบริษัท Shinki Bus ไปลงที่เมืองฮิเมจิได้เลยซึ่งสามารถหาซื้อตั๋วได้ที่สนามบินคันไซ ในราคา 3,300 เยน

รถสายนี้มีให้บริการตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ 8:40-21:20 น. ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงที่หมาย เดินจากท่ารถไปไม่ไกลก็มองเห็น “ปราสาทฮิเมจิ” สีขาวโพลนตั้งอยู่บนเนินเขาสูงตระหง่านดูน่าเกรงขามเหนือหมู่บ้านรอบๆ ปราสาทหลังนี้มีอายุมากกว่า 600 ปี อยู่รอดปลอดภัยจากยุคสงครามและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาได้ ทำให้เป็นปราสาทที่สมบูรณ์สวยงามจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโกเป็นครั้งแรกของประเทศญี่ปุ่น ในปี 1993

 

 

ความยิ่งใหญ่ของที่นี่ช่างน่าหลงใหล เราสามารถใช้เวลาทั้งบ่ายหมดไปกับการเดินชมกำแพงหนา ก้อนหินใหญ่ยักษ์ และสถาปัตยกรรมอันแสนชาญฉลาด โดยเฉพาะช่วงหน้าซากุระที่ดอกไม้ร่วงหล่นประกอบกับฉากหลังสีขาวคงจะสวยหวานไม่น้อยฉันตัดสินใจนอนพักที่นี่สักคืนเก็บบรรยากาศยามราตรีในเมืองชื่อดังกับ “ปราสาทนกกระยางขาว” แล้วค่อยรีบออกเดินทางแต่เช้าไปคิโนะซากิ เป้าหมายสำคัญที่สุดในทริปนี้

INFO:
สถานที่: Himeji Castle
ค่าเข้า: 1,000 เยน นักเรียน 300 เยน
เวลา: 9:00-17:00 น. และ 9:00-18:00 น. ตั้งแต่ 27 เม.ย.-31 ส.ค.
(อนุญาตให้เข้าชมก่อนเวลาปิด 1 ชั่วโมง)

 

Yukata and Onsen
ใส่ยูกาตะเดินเล่นในเมืองเก่า

 

 

การเดินทางไปคิโนะซากิก็ไม่ยาก จากฮิเมจิมีรถบัสของ Shinki Bus สายฮิเมจิ-คิโนะซากิ ให้บริการเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันละ 2 รอบคือ 9:30 น. และ 17:30 น. ราคา 2,600 เยน ถ้าขึ้นรอบเช้าก็จะมาถึงย่านคิโนะซากิช่วงเที่ยงๆ รถบัสจะจอดหน้า Sozoro หรือศูนย์บริการข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยวพอดี ที่นี่เราขอแผ่นที่ของคิโนะซากิได้ฟรีและยังเป็นจุดซื้อตั๋วรถบัสอีกด้วย พอเดินออกมาด้านหน้าก็จะเจอจุดฝากกระเป๋าตั้งอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟคิโนะซากิออนเซ็น ให้บริการฝากกระเป๋าในราคาเพียง 100 เยนแล้วทางร้านจะจัดส่งกระเป๋าของเราไปรอที่โรงแรมเลย

 

 

“คิโนะซากิ” คือ หมู่บ้านออนเซ็นที่มีชื่อเสียงตั้งแต่สมัยเอโดะ ตั้งอยู่ในเมืองโตโยโอกะ (Toyooka) ซึ่งยังคงเก็บรักษาบรรยากาศของบ้านเรือนแบบโบราณไว้ได้เป็นอย่างดี ออนเซ็นของที่นี่พิเศษกว่าออนเซ็นอื่นๆ ของญี่ปุ่นตรงที่มีออนเซ็นสาธารณะนอกตัวโรงแรมทั้งหมด 7 บ่อ ทั้งหมดเป็นออนเซ็นจากธรรมชาติ น้ำใสน่าแช่ ไม่ขุ่นลื่นเหมือนบางที่ เมื่อเข้าพักที่โรงแรมจะได้รับบัตรที่ระบุ QR Code สามารถเข้าใช้บริการออนเซ็นทั้ง 7 แห่งได้ฟรี  อีกทั้งบรรยากาศของออนเซ็นทั้ง 7 แห่งนั้น ไม่เหมือนกันเลยอีกต่างหาก ทำให้เราเห็นผู้คนมากมายใส่ชุดยูกาตะกับรองเท้าไม้เกะตะเดินเสียงดังก๊อกแก๊กไปตามถนน เข้าออนเซ็นนู้น ออกจากออนเซ็นนี้ สลับกันไปมาทั้งวัน ไม่ว่าจะถ่ายรูปมุมไหนก็มีคนใส่ชุดยูกาตะกับบ้านโบราณเป็นฉากหลัง เหมือนยังอยู่ในยุคเอโดะไม่มีผิด

 

 

INFO:
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Sozoro: global.kinosaki-info.com

 

Book and Onsen
เมื่อนักเขียนดังชวนเรามาแช่ออนเซ็น

 

 

คิโนะซากิขึ้นชื่อเรื่องปูอร่อย มีชื่อเรียกน่ารักๆ ว่า “ปูมัตสึบะ” (Matsuba) แต่ปูอร่อยมันเกี่ยวกับหนังสือและออนเซ็นอย่างไร? ก็เพราะที่นี่มีหนังสือรูปขาปูขายนะสิ! และใช่…มันเหมือนขาปูจริงๆ ขนาดจับหน้าปกยังสัมผัสได้ถึงผิวหนังตะปุ่มตะป่ำของเปลือกปู

หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า “คิโนะซากิ เอะ คะเอะรุ” (Kinosaki e Kaeru) แปลว่า “กลับมาคิโนะซากิ” เขียนโดย มินะโตะ คะนะเอะ (Minato Kanae) นักเขียนชื่อดังแนวสืบสวนสยองขวัญ ผลงานของเธอได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้วหลายเรื่อง เช่น “คำสารภาพ” “ชดใช้” และ “คดีฆาตกรรมบนเนินอิบาริงะโอกะ” แต่ถ้าใครคาดหวังว่าหนังสือคิโนะซากิ เอะ คะเอะรุเล่มนี้จะเต็มไปด้วยเลือดเหมือนหนังสือเล่มอื่นๆ ของเธอ ก็เป็นอันต้องผิดหวัง เพราะหนังสือเล่มนี้กลับเต็มไปด้วยสีแดงของปูแทน ด้วยเรื่องราวของแม่และลูกสาวที่กินปูมัตสึบะเท่านั้นเอง

หนังสือเล่มนี้คือ 1 ใน 3 เล่มของโครงการ “Book and Onsen” จัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มกิจการในคิโนะซากิเพื่อรำลึกครบรอบ 100 ปีที่ชิกะ นาโอยะ (Shiga Naoya) นักเขียนผู้มีชื่อเสียงในยุคไทโช-โชวะของญี่ปุ่นได้เดินทางมาที่คิโนะซากิ

เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว คิโนะซากิเคยเป็นย่านสำหรับพักผ่อนระยะยาวของนักเขียนรุ่นเก่า ด้วยบรรยากาศเงียบสงบ เป็นธรรมชาติ และมีออนเซ็นชั้นดี นักเขียนหลายๆ คน จึงได้ฝากผลงานเขียนเอาไว้หลายเรื่อง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมืองวรรณกรรมแห่งนี้เริ่มเงียบเหงาลง นักเขียนชื่อดังยุคใหม่จึงร่วมมือกันจัดทำหนังสือหน้าตาน่ารัก อย่างหนังสือที่มีหน้าปกเป็นผ้าเช็ดตัวและหนังสือรูปขาปูขึ้นมา และวางจำหน่ายเฉพาะในคิโนะซากิเท่านั้นเพื่อดึงให้นักอ่านกลับมาเยือนคิโนะซากิอีกครั้ง ส่วนใครที่สนใจโครงการนี้ขอให้ลองแวะชมนิทรรศการเจ๋งๆ ของโครงการนี้ซึ่งจัดแสดงอยู่ที่ Kinosaki Bungeikan Heritage Museum

INFO:
ชื่อนิทรรศการ: Minato Kanae to Kinosaki Onsen
สถานที่: Kinosaki Bungeikan Heritage Museum
วันแสดง: จนถึงวันที่ 6 พ.ค. 2018
เวลา: ทุกวัน 9:00-17:00 น. (ปิดทุกวันพุธสุดท้ายของเดือน)
ค่าเข้า: 500 เยน

 

Kinosaki Straw Craft Museum
เสกฟางให้เป็นงานศิลปะ

 

 

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงประวัติความเป็นมาของ “มูกิวาระ” หรืองานศิลปะจากฟาง ภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวคิโนะซากิที่สืบทอดมากว่า 300 ปี หาชมจากที่อื่นได้ยาก ปัจจุบันมีศิลปินผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้จริงๆ เพียง 3 ท่านเท่านั้น ซึ่งแต่ละท่านก็อายุ 50-90 ปีแล้ว ทำให้มูกิวาระกำลังได้รับการอนุรักษ์และควรค่าแก่การเข้าชมเรียนรู้เป็นอย่างมาก ภายในห้องจัดแสดงมีทั้งงานแบบดั้งเดิมที่กลายเป็นวัตถุโบราณให้เราได้ชมฝีมือช่างสมัยก่อน ไปจนถึงเวิร์กช็อปง่ายๆ ที่เปิดให้ฝึกทำด้วยตัวเอง ใช้เวลาในการทำ 30-60 นาที ก็จะได้งานประดิษฐ์น่ารักๆ ที่ทำจากฟาง ทำให้เราเห็นขั้นตอนหลักๆ ว่ากว่าจะมาเป็นงานฝีมือชั้นเลิศนั้นต้องทำอย่างไรบ้าง

INFO:
สถานที่: Kinosaki Straw Craft Museum
ค่าเข้า: 300 เยน นักเรียน 200 เยน
เวลา: 10:00-16:00 น. (ปิดทุกวันพุธหรือวันพฤหัสบดี หากวันพุธตรงกับวันหยุด
นักขัตฤกษ์จะเปิดทำการ)
(อนุญาตให้เข้าชมก่อนเวลาปิด 30 นาที)

 

Nishimuraya
เรียวกังชั้นเลิศของคิโนะซากิ

 

 

ถึงเวลาพักผ่อน ก่อนออกไปแช่ออนเซ็นอุ่นๆ การได้กลับมายังเรียวกังแสนสบาย แล้วรับประทานอาหารมื้อพิเศษ พร้อมบริการชั้นเยี่ยม คือความสุขอย่างหนึ่งจากการเดินทางอันเหน็ดเหนื่อย บรรยากาศของ Nishimuraya ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าทำไมนักเขียนญี่ปุ่นถึงชอบเดินทางมาพักในเรียวกังแบบนี้ระยะยาว แล้วสร้างสรรค์งานเขียน ห้องพักของเรียวกังโบราณที่ปูเสื่อทาทามิกับประตูบานเลื่อนที่ทำจากกระดาษโชจิ ทำให้รู้สึกสบายและอบอุ่นอย่างเหลือเชื่อ เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง สวนญี่ปุ่นโบราณขนาดใหญ่ที่ถูกจัดวางไว้อย่างประณีตตามระบบจักรวาลของธรรมชาติ สะท้อนให้เห็นสัจธรรมของฤดูกาลนั้น สร้างความสงบในจิตใจและส่งเสริมจินตนาการได้อย่างประหลาด ที่นี่จึงไม่ใช่แค่ที่พักกายของนักท่องเที่ยว แต่เป็นสถานที่พักใจของใครหลายๆ คนด้วย

 

 

พอถึงเวลาอาหารเย็น ที่นี่ยกมาเสิร์ฟแบบจัดเต็มโดยเฉพาะปูมัตสึบะชุดใหญ่ จนฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไม มินะโตะ คะนะเอะ มาที่คิโนะซากิแล้วอยากเขียนถึงเรื่องปู ที่จริงแล้วการกินปูของญี่ปุ่นก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง การนั่งแคะปูทีละขาแล้วคุยกันยาวๆ ก็เรียกเสียงหัวเราะและเพิ่มสีสันระหว่างวันได้ดี นี่ยังไม่รวมเนื้อย่างหอมหวาน ซาชิมิสดใหม่ เครื่องเคียงกลมกล่อม และอาหารอื่นๆอีกเกือบ 10 จาน ที่ทยอยออกมาเสิร์ฟจนอิ่มแทบลุกไม่ไหว ถ้าใครเคยคิดว่าสั่งอาหารของโรงแรมแล้วไม่คุ้มคงต้องคิดใหม่เพราะที่นี่จัดมาให้คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม นอกจากอาหารที่มีคุณภาพแล้ว คุณยังได้บริการชั้นเลิศจากพนักงานที่เต็มใจให้บริการ และสุภาพอย่างมากอีกด้วย

 

 

INFO:
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
www.nishimuraya.ne.jp/honkan/english

Izushi
ย่านโบราณกับโซบะแสนอร่อย

 

 

จากคิโนะซากิสามารถเดินทางไปอิสุชิด้วยรถบัสได้ภายในเวลา 30 นาที ใครที่อยู่คิโนะซากิหลายๆ วันก็สามารถแบ่งเวลามาเที่ยวที่นี่ได้หนึ่งวันเต็มๆ แล้วค่อยนั่งรถกลับไปแช่ออนเซ็น นอนพักให้สบายใจ

อิสุชิเป็นย่านเก่าแก่ที่เคยรุ่งเรืองอย่างมากในสมัยเอโดะ จนผู้ปกครองเมืองต้องพาช่างทำโซบะจากเมืองนะงะโนะ (Nagano) มาที่นี่เกิดเป็นอิสุชิโซบะ (Izushi Soba) เมนูพิเศษที่มีชื่อเสียง เส้นโซบะหอมนุ่มกำลังดีจะถูกเสิร์ฟมาบนจานเซรามิกขนาดเล็กถึง 5 จาน คีบขึ้นมาจุ่มดาชิแค่หนึ่งในสามแล้วซู้ดให้ไหลผ่านลำคอลงไปเป็นอะไรที่ฟินที่สุดแล้ว

 

 

รอบๆ เมืองอิสุชิก็เต็มไปด้วยอาคารโบราณและสถานที่สำคัญจำนวนมาก เช่น โรงละครคะบุกิโบราณอายุ 116 ปี ที่เปิดให้เข้าชมเบื้องหลังทั้งบนเวทีและใต้เวทีแบบเจาะลึกที่ไม่เคยเห็นที่ไหน และ Izushi Castle ที่ถูกสร้างในปี 1604 โดยซามูไรที่มีชื่อว่า โคอิเดะ (Koide) แต่เสื่อมสลายลงเหลือแต่ซากปรักหักพัง ก่อนจะสร้างสิ่งปลูกสร้างรอบๆ ขึ้นใหม่โดยยึดตามแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิม ระหว่างทางเดินขึ้นไปเราจะต้องรอดผ่านประตูโทริอิสีแดงสด 37 ต้น ตั้งเรียงไปตามบันไดสูง 157 ขั้น สวยงามตระการตา สิ้นสุดทางเดินคือ ศาลเจ้าอินาริ (Inari) ศาลเจ้าเก่าแก่แลดูมีมนต์ขลัง ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นย่านอิสุชิในมุมกว้างได้อีกด้วย
INFO:
สถานที่: โรงละครคะบุกิ Izushi Eirakukan
ค่าเข้า: 300 เยน
เวลา: 9:30-17:00 น.
(ปิดทุกวันพฤหัสบดี วันที่  31 ธันวาคม และวันที่ 1 มกราคม)
สถานที่: Izushi Castle สามารถเข้าชมฟรีได้ตลอดทั้งวัน

 Kobe
แวะไหว้ศาลเจ้าแห่งความรักก่อนกลับบ้าน!

 

 

จากคิโนะซากิเราสามารถเดินทางด้วยรถบัสสาย คิโนะซากิ-ซันโนมิยะ ตรงมาที่โกเบเพื่อต่อไปสนามบินได้เลย ใช้เวลาเดินทางราว 3 ชั่วโมง มีรถออก 3 รอบ/วัน คือ 6:20 น. 10:15 น. และ 13:00 น. ค่าโดยสาร 3,300 เยน ก่อนต่อรถขึ้นเครื่องบินกลับ จึงมีเวลาให้เดินเล่นในโกเบได้อีกหน่อย หรือใครจะพักที่โกเบอีกสักคืนก็ยังไหว

ใกล้ๆ กับสถานีซันโนมิยะ (Sannomiya) สถานีรถไฟขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยอาคารสูงและผู้คนขวักไขว่ มีศาลเจ้าชื่อดังแห่งหนึ่งของโกเบ ชื่อว่าศาลเจ้าอิคุตะ (Ikuta) เป็นศาลเจ้าโบราณอายุกว่า 1,800 ปี มีชื่อเสียงด้านความรักและการแต่งงาน ทางเข้าด้านหน้าโดดเด่นด้วยประตูโทริอิสีแดงขนาดใหญ่ ที่เป็นเหมือนประตูตัดความวุ่นวายทั้งหมดเพื่อเข้าไปพบกับบรรยากาศเงียบสงบภายใน การได้เดินชมศาสนสถานอันโอ่อ่า สงบ เคร่งขรึม ท่ามกลางความอึกทึกของเมืองใหญ่ เป็นการทำความเข้าใจสภาพสังคมที่แตกต่างอย่างลงตัวและการให้ความสำคัญกับทุกอย่างอย่างสุดโต่งของญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี โกเบจึงเป็นเมืองที่สะท้อนการใช้ชีวิตของคนญี่ปุ่นที่ทำให้การจากลาญี่ปุ่นครั้งนี้ประทับใจที่สุด.

 

นักเขียน : Kasama

LIKE & SHARE

ชอบเรื่องนี้จนต้องบอกต่อ