เมื่อพูดถึงอาโอโมริ (Aomori) หลายคนอาจจะนึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ใบไม้เปลี่ยนสีทั้งหุบเขา หรือหิมะขาวฟูในช่วงฤดูหนาว นอกเหนือธรรมชาติที่สวยงามแล้ว อาโอโมริยังอุดมไปด้วยงานศิลปะดีดีจากทั่วทุกมุมโลกอีกด้วย หนึ่งในนั้นคือศูนย์ศิลปะโทวาดะ (Towada Art Center)

 

ศูนย์ศิลปะโทวาดะ (Towada Art Center) รวบรวมงานศิลปะดีดีจากทั่วทุกมุมโลก

 

Towada Art Center ตั้งอยู่ที่เมืองโทวาดะ (Towada) เป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่อัดแน่นไปด้วยงานศิลปะมากมาย คอนเซ็ปต์ของที่นี่คือการผสมผสานระหว่างศิลปะกับสถาปัตยกรรม ทำให้ผลงานหลายๆ ชิ้นนั้นมีวิธีการนำเสนอและการติดตั้งที่กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับอาคาร

 

 

เพียงแค่ก้าวเข้ามาในส่วนของทางเข้า ดูเผินๆ อาจจะเป็นแค่ทางเข้าพิพิธภัณฑ์ธรรมดา แต่เมื่อเราก้มมองพื้นห้องก็จะได้สัมผัสกับงานของ Jim Lambie ศิลปินชาวสกอตแลนด์ กับผลงานที่มี่ชื่อว่า Zobop เป็นการใช้เทปไวนิลสีสันสดใสสร้างเป็นแพทเทิร์นทำให้เกิดมิติบนพื้น ถือเป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่เราได้ยืนชื้อตั๋วบนงานศิลปะ หลังจากได้ตั๋วกับแผนที่แล้วก็เริ่มออกสำรวจกันเลย!

 

Zobop เป็นการใช้เทปไวนิลสีสันสดใสสร้างเป็นแพทเทิร์นทำให้เกิดมิติบนพื้นโดย Jim Lambie (Towada Art Center)

 

ตัวอาคารนั้นเชื่อมด้วยทางเดินผนังกระจกทำให้เราสามารถชมชิ้นงานต่างๆ ได้จากทั้งในและนอกอาคาร ทั่วทุกมุมแทรกไปด้วยงานศิลปะถาวรจำนวน 38 ชิ้น จาก 33 ศิลปิน ฉันเดินมาถึงห้องแรกของนิทรรศการก็พบกับหญิงสูงวัยตัวสูงใหญ่เกือบถึงเพดานของอาคารยืนรอต้อนรับอยู่ งานประติมากรรมนี้เป็นผลงานของ Ron Mueck ศิลปินชาวออสเตรเลียกับผลงานที่ชื่อว่า Standing Woman

 

Standing Woman ผลงานของ Ron Mueck ศิลปินชาวออสเตรเลียที่ Towada Art Center

 

ฉันยืนมองเธอด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย สีหน้าของเธอบางมุมก็ดูเศร้าโศก บางมุมก็เหมือนเคร่งเครียดบึ้งตึง ทำให้ฉันได้แต่จินตนาการว่าอะไรที่ทำให้เธอมีสีหน้าแบบนั้น นอกเหนือจากอารมณ์ของเธอที่น่าพิศวงแล้ว เทคนิคการนำเสนอของศิลปินก็น่าสนใจเช่นกัน Ron Mueck โดดเด่นในเรื่องของประติมากรรมรูปคนแบบไฮเปอร์เรียลลิซึ่ม เป็นการนำเสนอที่มีความเหมือนจริงทั้งในเรื่องของผิว, ริ้วรอย และส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยสเกลของชิ้นงานมักจะแตกต่างจากความเป็นจริงมีทั้งขนาดเล็กกว่าขนาดจริงหรือใหญ่โตมหึมาอย่าง Standing Woman ทำให้เธอสามารถส่งต่อความรู้สึกให้กับผู้ชมได้อย่างครบถ้วน ฉันยืนจ้องมองเธออยู่นาน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้สนทนากันแต่คิดว่าฉันพอจะเข้าใจอารมณ์ของเธอบ้างแล้วล่ะ

 

 

ฉันเดินไปตามทางของอาคารมองผ่านทะลุกระจกออกไปด้านนอกก็จะพบกับงานของ Yoko Ono ศิลปินชาวญี่ปุ่นชื่อดังและเป็นที่รู้จักกันในฐานะภรรยาของ John Lennon กับงาน Wish Tree เป็นโปรเจกต์งาน Interactive Art (ศิลปะปฎิสัมพันธ์) ที่ว่าด้วยเรื่องของสันติภาพโลก ซึ่งเราสามารถเขียนคำอธิษฐานและนำไปผูกไว้กับ Wish Tree

 

 

ซึ่งต้นไม้แห่งสันติภาพนี้ได้ถูกกระจายไปตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งต้นไม้ที่ใช้ก็มีหลากหลายชนิดขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้ง และ Wish Tree ของที่นี่คือต้นแอปเปิ้ลเพราะเป็นผลไม้ชื่อดังของจังหวัดอาโอโมริ ซึ่งคำอธิฐานที่อยู่บนต้นไม้ก็จะถูกนำไปฝังไว้ที่ Imagine Peach เมืองเรคยาวิก ประเทศไอซ์แลนด์ ท่ามกลางโลกที่วุ่นวายแบบนี้ Wish Tree จึงเป็นหนึ่งแหล่งพักพิงใจที่เราสามารถระบายจินตนาการและความในใจของเราได้ คำขอของพวกเราอาจจะเป็นจริงในสักวันหนึ่งก็ได้นะ

 

 

 ในโซนถัดมาของชั้นที่ 1  ฉันสะดุดตากับห้องสีขาวมินิมอล อดไม่ได้ที่จะแวะเวียนเข้าไปดู ผลงานของศิลปินชาวญี่ปุ่น คุริบายาชิ ทาคาชิ (Takashi Kuribayashi) ที่มีชื่อว่า Sumpf Land ห้องสีขาวโล่งๆ มีเพียงโต๊ะและเก้าอี้สีขาว บนเพดานมีรูปปั้นท่อนล่างของสัตว์ชนิดหนึ่ง และช่องกลมๆ ตรงกลาง วิธีการชมงานชิ้นนี้เราต้องปีนโต๊ะและมุดช่องที่อยู่บนเพดานเราจะได้เห็นโลกที่แตกต่าง ไอน้ำปะทะใบหน้าและความชุ่มชื้นและเขียวชอุ่มของพืชพันธุ์

 

Sumpf Land, Towada Art Center

 

งานของเขามักจะนำเสนอในรูปแบบของความแตกต่างของพื้นที่ในสถานที่เดียวกันโดยใช้น้ำและวัสดุที่หาได้จากธรรมชาติมาสร้างสรรค์ผลงานด้วยเพราะตัวเขาเองนั้นเป็นนักประดาน้ำและนักกีฬาทางน้ำเขาเลยเลือกที่จะนำเอาประสบการณ์เกี่ยวกับธรรมชาติมาป็นส่วนหนึ่งของงานเสมอ และเขาก็อยากจะมอบประสบการณ์การชมงานที่แตกต่างให้กับผู้ชมซึ่งก็ตอบโจทย์จริงๆ เพราะเราก็สนุกกับงานของเขามากเช่นกัน

 

 

เดินขึ้นมาที่ชั้น 2 มีชิ้นงานไม่เยอะเท่าชั้นแรก แต่ก็มีงานที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน บางชิ้นงานไม่สามารถถ่ายภาพได้ เราเลยได้เก็บภาพและจดจำในใจ จากชั้น 2 ถึงชั้นดาดฟ้า ฉันแนะนำว่าให้ยอมเหนื่อยเดินขึ้นบันไดหน่อยเพราะว่าระหว่างทางเดินขึ้นไปเราจะได้พบกับผลงานของศิลปินชาวคอสตาริกา Federico Herrero ที่ชื่อว่า Wall Painting และ Mirror เป็นงานเพนท์บันไดไปจนถึงชั้นดาดฟ้าสีสันสะดุดตา ความยาวที่ 13 เมตร ความพิเศษของงานชิ้นนี้อยู่ที่ศิลปินเพนท์โดยไม่ร่างแบบไว้ก่อน เป็นการเพนท์แบบด้นสดไปเรื่อยจนถึงดาดฟ้าซึ่งตรงนี้เขาเลือกใช้สีฟ้าเหมือนเป็นการสะท้อนจากท้องฟ้า โดยมีคอนเซ็ปต์ “The world is connected by the sky” ซึ่งตรงนี้เราสามารถมองเห็นเมืองโทวาดะแบบพาโนรามาได้อีกด้วย

 

 

ภายนอกเองก็ล้อมรอบไปด้วยงานศิลปะทั่วทุกพื้นที่ อย่างกำแพงด้านนอกก็ได้เจอกับภาพวาดที่มีลายเส้นคุ้นตาของ Yoshitomo Nara กับผลงานที่มีชื่อว่า Yoroshiku Girl 2010 หรือน้องม้าลายดอกไม้ของศิลปินชาวเกาหลี Choi Jeong Hwa ที่อยู่ด้านหน้าของอาคาร

 

 

และเมื่อข้ามฝั่งถนนไปก็จะเจอกับ Art Square เป็นลานกว้างที่เต็มไปด้วยงานของศิลปินชื่อดังอย่าง Yayoi Kusama ที่มีชื่อว่า Love Forever, Singing in Towada เป็นการรวมกันของฟักทองสีเหลือง, เด็กผู้หญิง, สุนัข, และเห็ดลายจุดที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอ ถัดไปก็เป็นผลงานของ Inges Idee เป็นกลุ่มของ 4 ศิลปินชาวเยอรมนีในเบอร์ลิน กับประติมากรรมสูงเด่นที่ชื่อว่า Ghost และ Unknown Mass

 

Love Forever, Singing in Towada (Yayoi Kusama) จัดแสดงที่ Towada Art Center

 

ข้ามถนนไปอีกนิดก็จะพบกับบ้านรูปทรงแปลกประหลาดของ Erwin Wurm ศิลปินชื่อดังชาวออสเตรียที่ถ้าใครเห็นผลงานของเขาก็อาจจะร้องอ๋อ เพราะเขาเคยมาจัดแสดงงานที่เมืองไทยและด้วยรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้เป็นที่จดจำได้ไม่ยากนัก Fat House & Fat Car

 

Fat House บ้านรูปทรงประหลาดของ Erwin Wurm แฝงไปด้วยเรื่องราวเสียดสีสังคม จัดแสดงที่ Towada Art Center

Fat Car สัญลักษณ์ของลัทธิบริโภคนิยมที่ถูกค่านิยมทับซ้อนกันจนบวมและล้นออกมา จัดแสดงที่ Towada Art Center เช่นกัน

 

ประติมากรรมที่ฉีกกฎรูปทรงในแบบเดิมๆ เขาใช้รถยนต์ของจริงนำมาดัดแปลง ส่วนบ้านนั้นทำจากวัสดุ Polystyrene (พอลิสไตรีน) ประกอบขึ้นมา ถึงแม้บ้านและรถนี้จะดูน่าขบขันและผิดเพี้ยนบวมปูดแต่แฝงไปด้วยเรื่องราวเสียดสีสังคม โดยเชื่อว่านี่เป็นสิ่งที่แสดงฐานะทางสังคมในยุคนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุดว่าคนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตนั้นจะต้องมีบ้านและรถ Fat House & Fat Car จึงเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิบริโภคนิยมที่ถูกค่านิยมทับซ้อนกันจนบวมและล้นออกมา ซึ่ง Erwin Wurm มักจะใช้ข้าวของในชีวิตประจำวันใกล้ตัวนำมาสร้างสรรค์ผลงานและที่สำคัญผู้ชมสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกับชิ้นงานของเขาได้เสมอ ทำให้การดูศิลปะไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป

 

 

นอกจากนี้ยังมี Street Furniture เราจะได้เห็นงานอาร์ตมาเป็นเก้าอี้ดีไซน์เก๋ๆ ให้เราสามารถมานั่งเล่นพักผ่อนได้อีกด้วย ถ้าเดินเล่นจนเหนื่อยที่นี่ก็มีโซนคาเฟ่และช็อปขายของที่ระลึกซึ่งพื้นที่บริเวณนี้ก็เป็นผลงาน Michael Lin ทั่วทุกอณูของที่นี่คือศิลปะจริงๆ ฉันเลือกของที่ระลึกสองสามชิ้นและชาแอปเปิ้ลเพื่อเติมพลัง พลางนึกย้อนไปถึงชิ้นงานต่างๆ ที่ฉันสัมผัสมาตลอดครึ่งวัน ทำให้รู้สึกว่าศิลปะไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก Towada Art Center ทำให้งานอาร์ตเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ในชีวิตประจำวันและสามารถสื่อสารได้กับทุกคน ใครที่มีแพลนมาเที่ยวอาโอโมริ อยากให้ลองมาชมงานอาร์ตสนุกๆ แบบไม่น่าเบื่อกัน #ปักหมุด

 

โซนคาเฟ่และช็อปขายของที่ระลึกซึ่งพื้นที่บริเวณนี้ก็เป็นผลงาน Michael Lin ณ Towada Art Center

 

การเดินทาง

รถไฟ | 

สามารถนั่งรถไฟโทโฮคุชินคันเซ็น (Tohoku Shinkansen) มาลงที่สถานีฮาจิโนเฮะ (Hachinohe station) หรือ สถานีชิจิโนเฮะ โทวาดะ (Shichinohe-Towada station) จากนั้นต่อด้วยรถบัส

จากสถานีฮาจิโนเฮะ:

  • นั่งรถบัสสาย Towada Kanko Dentetsu ที่ทางออกฝั่ง East และลงที่ป้าย Kanchogaidori จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 5 นาที (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง)
  • นั่งรถบัสสาย JR Oirase-go ที่ทางออกฝั่ง West รถบัสจอดที่หน้า Towada Art Center (ใช้เวลาประมาณ 40 นาที) เช็คเส้นทางและตารางเวลาเพิ่มเติมได้ที่ https://www.jrbustohoku.co.jp/en/

จากสถานีชิจิโนเฮะ โทวาดะ:

  • นั่งรถบัสสาย Towada Kanko Dentetsu ที่ป้ายรถหมายเลข 1 ทางออกฝั่ง South 

รถยนต์ |

  • จากอาโอโมริ ใช้เส้นทาง Aomori → Michinoku Toll Road → Route 4 → Central Towada ระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตร ใช้เวลาราวๆ 1 ชั่วโมง 20 นาที
  • จากสถานีฮาจิโนเฮะ ใช้เวลาประมาณ 45 นาที
  • จากสถานีชิจิโนเฮะ โทวาดะ ใช้เวลาประมาณ 20 นาที

Info
Towada Art Center

Hours: อ.-อา. Museum 9:00-17:00 น. (จำหน่ายตั๋วถึง 16:30 น.), Cafe & Shop 9:00-17:00 น. (L.O. 16:30 น.)
Holiday: วันจันทร์ (ในกรณีที่วันหยุดนักขัตฤกษ์คือวันจันทร์มิวเซียมจะเปิดทำการ และเปลี่ยนไปหยุดในวันอังคารแทน)
Website: http://towadaartcenter.com/en

LIKE & SHARE

ชอบเรื่องนี้จนต้องบอกต่อ