SHINKYU

เราเป็นคนที่กลัวเข็มมาตั้งแต่เด็กแล้ว ถ้าจะถามว่ากลัวขนาดไหน ก็จะเล่าให้ฟังว่าเคยไปเจาะเลือดตรวจร่างกายเมื่อสักสองสามปีที่แล้วและเป็นลมไปเลยค่ะ อาการหนักใช้ได้เลยใช่ไหมคะ แต่วันนี้เราขอลองก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนดูสักครั้ง เพื่อมาลองฝังเข็มบนหน้าครั้งแรกในชีวิต เหตุมาจากเราเริ่มทนรับสภาพผิวหน้าของตัวเองที่เริ่มมีความคล้ายคลึงกับพื้นผิวของดวงจันทร์เข้าไปทุกวันไม่ได้ (เน้นว่าคล้ายกับ ‘พื้นผิว’ นะคะไม่ใช่ความผ่องมีออร่าเวลาที่เราเห็นดวงจันทร์จากบนโลก) เราหนักใจทุกวันกับปัญหาผิวหน้าแพ้ง่าย เพียงแค่ออกแดด ฝ่าลม ปะทะฝน หรือนอนน้อย ก็เป็นผื่นและสิวอุดตันได้แล้ว ใช้ผลิตภัณฑ์อะไรก็แพ้ จนทุกวันนี้จะแต่งหน้าหรือทาครีมกันแดดแล้วผื่นไม่ขึ้นแทบเป็นไปไม่ได้ เลยคิดว่าต้องลองทำอะไรดูสักอย่างแล้วละ

หลังจากที่ได้ยินมานานว่าการฝังเข็มดีอย่างนั้นอย่างนี้ เราเลยเกิดความอยากลองผสมกับความกล้าๆ กลัวๆ ในระดับไล่เลี่ยกัน แต่สุดท้ายกลับเป็นความอยากรู้อยากเห็นต่างหากที่ชนะความกลัวของเราได้ ที่ผ่านมาก็เคยรู้เรื่องฝังเข็มมาบ้างจากการดูทีวีและฟังที่คุณพ่อเคยเล่าถึงประสบการณ์การฝังเข็มแบบแพทย์แผนจีนผ่านๆ แต่ที่ได้มาลองในวันนี้เป็นการฝังเข็มแบบญี่ปุ่นซึ่งต่างกับการฝังเข็มแบบอื่นตรงที่สามารถลงเข็มได้ทุกทิศทาง และมีการใช้จำนวนเข็มที่มากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและใช้ระยะเวลาในการรักษาสั้นลง

 

ด้วยความกลัวระดับมหาศาลที่มีเป็นทุนเดิม ทำให้เราต้องเลือกร้านดีๆ เพราะเรื่องเข็มและอุปกรณ์ต่างๆ ถ้าไม่สะอาดจริงจะอันตรายมากเลยนะคะ คนที่ฝังเข็มให้ก็ต้องเป็นแพทย์หรือนักบำบัดที่ผ่านการอบรมและสอบผ่านเกณฑ์มาแล้วเท่านั้น เราจะให้ใครมาปักเข็มบนหน้าเรามั่วๆ ได้อย่างไร นี่หน้านะคะไม่ใช่หมอนปักเข็มหมุด เกิดมามีเพียงหนึ่งหน้าเท่านั้นและมีเท่ากันทุกคน ต้องดูแลดีๆ หน่อย สำหรับโปรแกรมที่เราลองทำให้วันนี้มีชื่อดั้งเดิมว่า ‘ชินคิว (Shinkyu)’ คือการฝังเข็มโดยมุ่งเน้นที่การฟื้นฟูการไหลเวียนของพลังงานที่ไหลผ่านอวัยวะ ต่อม และเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย

ตามทฤษฎีที่ว่าโรคและความผิดปกติต่างๆ ในร่างกายเกิดจากความผิดปกติของการไหลเวียนของพลังงานที่ผิดปกตินั่นเองค่ะก่อนเริ่มฝังเข็ม คุณหมอไล่เรียงให้ฟังว่าจะมียกกระชับผิว ลดเรือนริ้วรอย หน้า V-Shape ลดสิว ฝ้า กระ และจุดด่างดำ ซึ่งปกติแล้วการฝังเข็มเต็มรูปแบบบนใบหน้าเพื่อความงามจะต้องใช้เข็ม 80-100 เล่มเลยค่ะ ก่อนเริ่มลงเข็ม คุณหมอยังถามเราด้วยว่ามีส่วนของใบหน้าที่อยากเน้นเป็นพิเศษไหม เราเลยบอกหมอว่าอยากให้ผื่นหายไปและคิ้วดกกว่านี้ (จากภาพจะเห็นได้ว่าตอนหน้าสดเราคิ้วบางมาก) แต่คุณหมอบอกว่าการฝังเข็มช่วยได้แค่ผิวหน้า ส่วนคิ้วให้เขียนเองง่ายกว่านะคะ (ธะ…โธ่)

 

และแล้วก็มาถึงช่วงเวลาลงเข็มแล้ว เราขอดูเข็มก่อนเพื่อจะได้ทำใจถูก พอเห็นเข็มเล็กมาก เล็กกว่ารูเข็มฉีดยาอีกจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาหน่อย ถึงอย่างนั้นก็มีอีกเสียงในหัวดังขึ้นมาว่าอย่างไรมันก็เป็นเข็มอยู่ดีนะ ถ้าไม่ฝังครั้งนี้ก็คงไม่กล้าลองอีกแล้ว…เอาก็เอา ทำใจดีสู้เข็มเข้าไว้ ทั้งๆ ที่มือและเท้าชุ่มไปด้วยเหงื่อก่อนที่คุณหมอจะฝังเข็มแรกบนหน้าผากของเราเสียอีก พอลงเข็มแรกแล้วกลับลบความเชื่อที่ว่าเจ็บเหมือนมดกัดไปได้เลยค่ะ เพราะเราไม่ได้รู้สึกว่ามันคล้ายกันเท่าไหร่เลย มันเหมือนตอนบ่งเสี้ยนหรือบ่งสิวอักเสบมากกว่า บางจุดที่ฝังแทบไม่รู้สึกอะไรเลยก็มีเหมือนกันนะ แต่จะมีตรงไหปลาร้าที่รู้สึกจี๊ดอยู่สักหน่อย คุณหมอบอกว่าผิวบริเวณไหปลาร้าและคอของเราบางกว่าที่หน้าอีก เลยรู้สึกได้ไวกว่าและมากกว่า อ่อ…สรุปง่ายๆ คือ ผิวหน้าฮันนี่ (หน้า) ด้าน (กว่าคอและไหปลาร้า) นี่เอง

 

หลังจากผ่านไปสักสิบเข็มเราก็เริ่มผ่อนคลายมากขึ้นและเกร็งน้อยลงเพราะเริ่มทำใจได้แล้ว พอฝังจนครบก็ต้องปล่อยทิ้งไว้อีก 15-20 นาทีถึงจะถอนเข็มออกได้ ในระหว่างนี้เราจะนอนนิ่ง หลับตา จ้องเพดานหารอยรั่วที่ไม่มีอยู่จริง หรือจะหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายเซลฟีเก๋ๆ อัปขึ้น Facebook Twitter IG อวดเพื่อนก็ได้หมด แต่ขอแนะนำนิดหนึ่งว่าอย่ายิ้มหรือหัวเราะเยอะนะ เพราะมันอาจจะรู้สึกตึงๆ จี๊ดๆ ไปจนถึงชาๆ ได้เลย ที่บอกเพราะเราเผลอยิ้มกว้างไปนิด จึ๊ดเลย

ตอนถอนเข็มออกคือความรู้สึกที่ดีที่สุดของประสบการณ์นี้ จากใจจริงเลยนะคะ ไม่มีช่วงไหนจะสุขสบายใจและเบาหน้ากว่านี้อีกแล้ว ส่วนผลลัพธ์จะเห็นช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลค่ะ อย่างเราเองก็ตั้งวันที่สองสามหลังจากรักษาถึงจะเริ่มสังเกตว่ารอยเส้นเลือดที่แก้มซ้ายดูจางลง คุณหมอแนะนำว่าถ้าอยากเห็นผลชัดเจนจริงจัง ต้องฝังเข็มต่อเนื่องกันอย่างน้อย 4-5 ครั้ง ฝังสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งขึ้นไปก็ดี หรือจะฝังสัปดาห์ละ 3-4 ครั้งก็ยังได้ แต่ควรทิ้งช่วงให้ผิวได้ฟื้นตัวและปรับสมดุลด้วยนะ ส่วนการดูแลตัวเองหลังฝังเข็มแล้วก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ จะแต่งหน้า ใช้โฟมล้าง เช็ดด้วยโทนเนอร์ อาบน้ำ สระผม ออกไปเผชิญแสงแดด ทาครีมต่างๆ ก็ทำได้หมดเลย

อ่านจบแล้ว ถ้าอยากลองไปฝังเข็มบนหน้าแบบฮันนี่ก็อย่าช้า อย่างคอร์สนี้อยู่ที่ 3,000 บาท อ่อ..และก็อย่าลืมบอกด้วยนะว่า อ่านเจอเรื่องของฮันนี่จาก KIJI เพราะจะได้ส่วนลดตั้ง 50% ในทุกการรักษา ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม – 30 เมษายน 2561 (*สำหรับผู้ที่ทำการรักษาครั้งแรกมีค่าปรึกษาพยาบาล 500 บาท)

 

 

TAGS

นักเขียน : Worarat Sombatjinda (Honey)

LIKE & SHARE

ชอบเรื่องนี้จนต้องบอกต่อ