เคยมีคนบอกว่าการเดินทางคือการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ตำราเล่มไหนก็มิอาจบรรยายอารมณ์ความรู้สึกนั้นไว้ได้ทั้งหมด ต้องออกไปค้นหาด้วยตนเอง ไม่ว่าสถานที่แห่งนั้นจะอยู่ไกลเพียงใด ขอเพียงมีความมุ่งมั่น สักวันจะต้องไปถึง…

ฉันพยักหน้าให้กับนิยาม (ที่จำมา) จากประโยคเปิดบทอันสวยหรู แน่นอนว่าความคิดนั้นบันทึกไว้เพียงเสี้ยวในสมอง สำหรับฉันแล้ว ยังมีอีก 2 สิ่งสำคัญที่ต้องตามหานั่นคือ ‘ความกระแดะ’ และ ‘เงิน’ ที่มากพอจะผลักดันให้การเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกนี้สำเร็จผล ความกระแดะในบริบทนี้คือคำนิยามที่บัญญัติขึ้นมาเพื่อใช้กับตัวเองเท่านั้น มันคือความอยากพาตัวเองก้าวไปข้างหน้าให้มากขึ้นจากวิถีที่เคยกิน นอน และเที่ยว แค่ภายในประเทศ คำถามที่ผุดขึ้นในสมองต่อมาคือ ไปไหนดีล่ะ เออ ที่แผงหนังสือไกด์บุ๊กน่าจะมีคำตอบ

ฉันเดินมาหยุดอยู่หน้าเชลฟ์แผนกไกด์บุ๊กในร้านคิโนะฯ และแช่ตัวอยู่นาน ยืน ย่อ ก้ม หมอบพื้นอยู่หลายจังหวะเพื่อมองหาหนังสือดีๆ สักเล่มที่พอจะตอบโจทย์ความอยากไปต่างแดนครั้งนี้ แต่ก็ไม่เจอเล่มไหนที่ถูกใจสักที…หรือประโยคเปิดบทมันจะเป็นเรื่องจริง? 

แผนหาหนังสือนำทางล้มระเนระนาด เลยเดินย้ายฝั่งไปเลือกนิยายติดมือสักเล่มก่อนกลับ หยิบหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่าออกมาอ่านเรื่องย่อแล้วเก็บเข้าที่อยู่หลายครั้ง จนกระทั่งนิยายสีชมพูเล่มหนึ่งดึงดูดดวงตากลมโตให้กะพริบถี่รัวก่อนกวาดตาอ่านทุกตัวอักษรบนปก ‘ข้างหลังภาพ’ ของศรีบูรพา คุณพระ นี่แหละ ไกด์บุ๊กของทริปนี้ พลิกดูปกหลังเห็นราคาร้อยเดียว โอเค…จ่ายตังค์!

ความกระแดะพร้อมแล้ว เมื่อลองคำนวณเงินในบัญชีก็ (คง) พร้อมเช่นกัน หลังจากนั้นไม่กี่วันในเว็บไซต์จองตั๋วเครื่องบินก็บันทึกชื่อสนามบินนะริตะและวันเวลาเดินทางในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเสร็จสรรพ…โตเกียวขา จะบินไปหาแล้วนะ…

御岳山 l มิตาเกะ: เมื่อกล้องฟิล์มออกเดินทาง EP.2 (ใครลืมอ่าน EP.1 จิ้มเลย >> อรั๊ย)

 

04 ROCK GARDEN
นพพร เสียงน้ำไหล และสวนที่ไม่เจอคุณหญิง

ร็อกการ์เดน (Rock Garden) คือสถานที่ที่ตั้งใจว่าหัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ต้องไปให้ถึง เพราะเป็นจุดที่ศรีบูรพาพรรณนาฉากที่นพพรพาคุณหญิงเดินมาถึง โอ้ว~ หัวใจมันกระชุ่มกระชวยตาม อยากจะซึมซับบรรยากาศเฉกเช่นภาพวาดที่ทั้งคู่นั่งโขดหินมองลำธาร…ว่าแล้วก็เดินต่อ

ป้ายไม้จากศาลเจ้าชี้ทางบอกจุดหมายให้สองเท้าเดินตาม บันไดชันไม่น้อยเลย ร่วงลงไปคงคอหักตาย แต่ก็อดวิ่งไม่ได้จริงๆ มันตื่นเต้นนี่นา วิ่งไปได้สักพักก็เห็นป้ายบอกระยะทางไปสวนหินอีก 1 km อ้าว… มีภาษาอังกฤษกำกับ! ความจริงแล้วมิตาเกะ (Mitake) มีแผนที่ แต่ใช้ไม่ได้กับคนวิเคราะห์แผนที่พลาดอย่างนังคนนี้ ตรรกะพื้นฐานสำหรับคนเดินเขาพังพินาศมาก

 

ป้ายบอกทางไปร็อกการ์เดน (Rock Garden) ที่ภูเขามิตาเกะ

 

ฉันยังคงได้ยินเสียง “คนนิจิวะ” “โด๊ะโกะ คะระ คิตะ โหน?” และ “คิ โอ๊ะ สึเกะเตะ เนะ” ตลอดทางเดิน กำแพงภาษาและกำแพงใจทลายลงหมดสิ้น สองขาพาร่างที่เหงื่อแตกเต็มหัวไปตามทางที่ทอดยาว ทั้งร่มรื่น หนาวเย็น เต็มไปด้วยหินขรุขระ (ตกเขามีหวังหายสาบสูญแน่ๆ) บนทางลาดขึ้นสลับลงและเงียบสงบมาก

เดินมาได้สักระยะก็เริ่มตงิดใจ ไยผู้คนหายไปหมด ตรงหน้าไร้คนนำทาง เหลียวหลังไร้ผู้ติดตาม ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจ จะมีหมีโผล่มามั้ย กลัวใจเหลือเกินว่าจะเป็นศพนอนนิ่งในท่าสู้กับหมี แต่ความอยากเห็นโขดหินที่คุณหญิงเคยนั่งมีมากกว่า

 

บรรยากาศรอบๆ ของร็อกการ์เดน (Rock Garden)

บรรยากาศโดยรอบร็อกการ์เดน (Rock Garden) บนภูเขามิตาเกะ

 

0.8 km…0.5 km…0.2 km! (ดูๆ ไปป้ายบอกทางพวกนี้เหมือนป้ายเชิญชวนฝังลูกนิมิตเลยแฮะ) ใกล้จุดหมายเข้าไปทุกทีๆ ยอมรับว่าเริ่มไม่มีแรง แต่เลขบอกระยะทางที่น้อยลงเป็นแรงผลักดันให้เดินต่อจนกระทั่งเสียงน้ำไหลทำลายความเงียบลง

หัวใจเต้นตึกๆ เพราะทั้งเหนื่อยและตื่นเต้น ไม่นานภาพเบื้องหน้าที่รอคอยก็ปรากฏ โขดหินน้อยใหญ่ถูกปกคลุมด้วยตะไคร่ (มอสต์หรืออะไรก็ไม่รู้) ราวกับทะโกะยะกิโรยสาหร่าย วางเรียงซ้อนขึ้นไปเป็นชั้นๆ จนสุดสายตา

ยัตต้า! กู่ร้องก้องในใจ น้ำใสไหลเย็นเห็นทางน้ำ ชวนให้เดินไปเรื่อยๆ ไม่รู้เบื่อ หัวใจพองโตราวกับลูกโป่งหลายร้อยใบปริ่มล้นอยู่ในอก หากยามนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิคงจะได้เห็นกลีบซากุระร่วงหล่นลอยไปตามน้ำ

หากยามนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วงก็อาจได้สัมผัสบรรยากาศโดยรอบที่โอบล้อมด้วยสีเหลืองอมส้มของใบไม้เปลี่ยนสี แต่ยามนี้คือฤดูหนาว จึงมีเพียงไม้ผลัดใบและน้ำใสไหลเย็น แม้ไม่สวยเท่าฤดูอื่นๆ แต่ร็อกการ์เดนก็ไม่ได้ทำให้ความประทับใจลดลงแม้แต่น้อย ขอบคุณธรรมชาติที่สร้างสรรค์สิ่งสวยงาม ณ ที่แห่งนี้ ขอบคุณศรีบูรพาที่ตรึงความประทับใจจากหนังสือสู่ภาพจริงที่มองเห็นด้วยสายตาคู่นี้

 

โขดหินน้อยใหญ่ถูกปกคลุมด้วยตะไคร่

 

เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ โขดหินทอดยาวออกไปไม่รู้จุดสิ้นสุด ยังไม่ทันรู้ว่าหินก้อนไหนที่นพพรพาคุณหญิงมานั่งพูดคุย ไม่รู้ว่าจุดไหนที่ทั้งคู่ส่งเสียงหัวเราะบอกเล่าเรื่องราวของแต่ละคน แต่เมื่อถึงเวลากลับ ก็ต้องบอกลาที่แห่งนี้แล้ว (ที่น่าเศร้าขั้นสุดคือ ยังเดินไปไม่ถึงน้ำตกเลย) ไม่ใช่อะไรหรอก ถ้าไม่รีบไป ต้องตกรถไฟเที่ยวสุดท้ายแน่ๆ

ป.ล. ข้อความนี้ถึงนพพร สาบานสิว่าพาคุณหญิงมาจริงๆ อยากรู้มากว่าพาคุณหญิงมายังไง เมื่อถึงจุดหมายแล้วคุณหญิงยังสวยเหมือนเดิม?! นี่เกือบตกเขาตายหลายรอบแน่ะ เหงื่อแตก หัวแฉะสะท้อนแสงเป็นมันวับอีกต่างหาก…ด้วยรัก สัญญาว่าจะกลับมาอีก เพราะยังไม่เจอโขดหินที่คุณหญิงนั่งเลย… หรือว่าเราจะมาผิดจุดวะ?

บันทึกเมื่อวันที่ ๑๕ ธ.ค. ๕๙ | เวลา ๑๑.๕๕ น.
ณ โขดหินก้อนหนึ่ง (ซึ่งไม่ใช่ก้อนที่คุณหญิงกีรติเคยนั่งแน่ๆ ให้ตายสิ)

 

05 MEMORIES
การเดินทางและความทรงจำ

 

 

ระหว่างเดินกลับแอบ เร่งฝีเท้าเล็กน้อยเพราะกลัวตกรถไฟ จนขาพันกันแล้วดันลื่นล้มระหว่างทาง ดีที่ไม่กลิ้งตกเขาแล้วกลายเป็นบุคคลสาบสูญ (ในต่างแดนอีกต่างหาก) พอลุกทรงตัวได้แล้วจึงอัญเชิญคุณหญิงกีรติมาประทับร่างค่อยๆ เดินกลับอย่างสวยๆและระมัดระวังมากขึ้น

ขากลับลงจากเขานั้นไม่ได้นั่งกระเช้าเก้าอี้น้อยเหมือนตอนแรก ทางเดินลาดลงทอดยาวเป็นทางโค้ง เผยให้เห็นเหวอีกด้านที่ต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นปกคลุม แน่นอนว่ามีเพียงต้นไม้แทบไร้ใบ แต่กิ่งของต้นหนึ่งที่ยื่นออกมาใช้พื้นที่ร่วมทางเดินกลับมีดอกไม้เล็กๆน่ารักติดอยู่ นาทีนั้นแอบยิ้มเล็กน้อย เออ…ยังเจอดอกไม้ในสภาพแบบนี้ด้วยแฮะ สองมือกดชัตเตอร์บันทึกภาพความทรงจำนั้นไว้ เมื่อเดินไปอีกไม่กี่ก้าว เสาโทริอิสีชาดก็ปรากฏให้เห็นตั้งเด่นสะดุดตา คงเป็นเสาต้นเดียวที่สีแปลกตากว่าเสาใดๆที่เจอในวันนี้ อืม…ดีจังที่กดตู้ซื้อตั๋วตามคุณลุง

 

เสาโทริอิสี ที่ภูเขามิตาเกะ

บรรยากาศโดยรอบของภูเขามิตาเกะ (MT.Mitake)

 

ขากลับรู้สึกเหงาๆ ยังไม่อยากจากที่แห่งนี้เลย อากาศเริ่มหนาวลงจนฟันกระทบกันดังกึกๆ เมื่อรถไฟเทียบชานชาลา สองมือกระชับเสื้อโคตแน่นแล้วก้าวขึ้นรถไฟ พร้อมเอ่ยลาที่แห่งนี้ด้วยสายตาละห้อย หากเกาะกระจกมองตามได้คงทำไปแล้ว และสิ่งอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นทันที รถไฟที่กำลังมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองขบวนนี้ คือขบวนที่คิดว่าควรจะได้ขึ้นตอนขามา…เลิศค่ะ

สิ่งที่เจอในวันนี้ยากจะเดาได้ว่าเราต้องไปทางไหนหรือขึ้นรถขบวนใดเมื่อมีโอกาสใช้คำว่า ‘ครั้งแรก’ จะด้วยความบังเอิญหรืออะไรก็ตามที่ทำให้เราเลือกเดินอีกทางหรือขึ้นรถผิดคัน กลับทำให้เรามีโอกาสทักทายประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามา คงเหมือนตอนหลงทางละมั้ง เลี้ยวนู่น โค้งนี่ เราจะพบอะไรบางอย่างมากกว่าการได้วิ่งทางตรง

เวลาที่ใช้เดินทางกลับนานร่วมชั่วโมง รถไฟพาผู้คนกลับเข้าสู่สังคมเมืองทีละนิด เสียงพูดคุยระหว่างเพื่อน พ่อลูก คนรัก บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในรอบวันด้วยรอยยิ้มดังขึ้นอยู่เนืองๆ มีเพียงฉันที่นั่งน้ำลายบูดเหมือนเป็นมนุษย์ต่างดาวท่ามกลางภาษาต่างด้าว เข้าใจความรู้สึกคนต่างถิ่นเมื่อพลัดมาอยู่ในดงที่ต้องการวุ้นแปลภาษาอย่างหนักเลยทีนี้

 

นั่งรถไฟจากสถานีมิตาเกะไปยังสถานีชินจูกุ

 

ไม่นานโบกี้ก็เทียบสถานีชินจุกุ ต้องเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟอีกสายหนึ่งเพื่อกลับสู่ที่พัก คราวนี้เริ่มคลำทางถูกและพาตัวเองกลับถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย…ไม่หลงแล้ว ฮือ…ดีใจน้ำตาไหล

หมดไปอีกวันกับการผจญภัยโดยไร้สัญญาณอินเทอร์เน็ต ไร้ผู้คนเข้าใจภาษาไทย มีเพียงภาษาใจที่ช่วยผลักดันเราไปถึงปลายทาง อยากขอบคุณทุกอย่างที่ร่วมสร้างประสบการณ์ในครั้งนี้ โดยเฉพาะหนังสือดีๆที่เข้ามาทักทายให้เราอยากออกเดินทาง

ป.ล. เพื่อนหลงทางจ้า… ขนาดมี Pocket WiFi น่ะนะ แถมยังอยู่ในเมืองด้วย หลงได้ไง?!

บันทึกเมื่อวันที่ ๒๕ ธ.ค. ๕๙ | เวลา ๒๒.๓๗ น.
ณ เตียงชั้นสอง นุ้ม…นุ่มในโรงแรมแห่งหนึ่ง

 

MT. MITAKE MAP
พกไว้ (อาจ) ไม่หลง

ไดอารี่นี้คือบันทึกการเดินทางแบบเมาๆ เพราะไปตามเสียงหัวใจเรียกร้องล้วนๆ ดังนั้น ใครที่ไม่อยากเมาตาม ขอให้โหลดรูปนี้ติดตัวเอาไว้ระหว่างท่องไปในป่านะ หากไปช่วงหน้าร้อนอาจจะได้เจอคนญี่ปุ่นเยอะหน่อย แต่ถ้าไปช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ขอบอกว่าแหล่มเลย เพราะอาจจะได้พบอะไรที่มากกว่าบันทึกเน่าๆ นี้แน่นอน

 

แผนที่การเดินทางในภูเขามิตาเกะ (MT.Mitake)

Note: มิตาเกะน่ารู้

สถานีมิตาเกะ | Mitake Station
สถานีนี้เปิดใช้บริการเมื่อปี ค.ศ. 1929 หรือราว 88 ปีก่อน และเปลี่ยนผู้ดูแลจากการรถไฟแห่งญี่ปุ่นมาเป็นของ East Japan Railway Company (JR East) ในปี ค.ศ.1987

ต้นไม้แห่งเทพ | Keyaki Tree
ต้นไม้ที่คาดว่าน่าจะมีอายุราว 1,200 ปี อยู่บริเวณทางเข้าก่อนถึงศาลเจ้ามุซะชิมิตาเกะ สูง 23 เมตร ความยาวโดยรอบ 8.2 เมตร

ศาลเจ้ามุซะชิมิตาเกะ | Musashi Mitake Shrine
ศาลเจ้าเก่าแก่ที่สถิตของเทพโอกุชิ มะงะมิ (Oguchi Magami) สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิซุจิง (Emperor Sujin) หรือราว 90 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในศาลเจ้ายังมีห้องเก็บชุดเกราะโบราณ ซึ่งเป็นสมบัติของชาติไว้ด้วย

สวนหิน | Rock Garden
แนวหินตามธรรมชาติที่ถูกปกคลุมไปด้วยมอสต์สีเขียว เรียงตัวทอดยาวกว่า 1.5 กิโลเมตร ไปสู่น้ำตกอะยะฮิโระ และเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเดินชมความสวยงาม

น้ำตกอะยะฮิโระ | Ayahiro Waterfall
ในอดีตใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมของศาลเจ้ามุซะชิมิตาเกะ มีอีกชื่อหนึ่งว่า ‘น้ำตกแห่งการชำระล้างและฝึกจิต’ โดยปล่อยให้น้ำบริสุทธิ์ที่อยู่สูงจา­กเหนือหัวไหลลงชำระกาย

 

LIKE & SHARE

ชอบเรื่องนี้จนต้องบอกต่อ