“ดัตสึซาระ” (脱サラ)

ตอนที่ฉันลาพักร้อนเพื่อไป WWOOF ที่ญี่ปุ่นครั้งล่าสุด ฉันเลือกไปฝึกงานกับสวนผลไม้ในจังหวัดยามากาตะได้ทำงานสนุกสนานกว่าประสบการณ์ครั้งก่อนๆ คือได้เก็บเชอร์รี่จากต้นเพื่อแพ็กลงกล่องส่งไปขายในห้างสรรพสินค้าขึ้นชื่อในโตเกียว นอกจากนี้ ยังได้ลองทำแยมเชอร์รี่เพื่อนำไปขายในคาเฟ่

แม้จะเป็นการทำงานในสวนผลไม้ที่ห่างไกลจากความเป็นเมือง แต่พวกเขาก็ทำให้ฉันเห็นว่า คนญี่ปุ่นใส่ใจในเรื่องคุณภาพและให้ความสำคัญกับการตรงต่อเวลา ฉันได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้จากทั้งคุณเจ้าของสวนและเพื่อนร่วมงานชาวญี่ปุ่น ในช่วงพักเที่ยงพวกเขาก็มักจะชวนคุยเพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างวัฒนธรรมจากกันและกัน ตอนนั้นเอง ฉันได้รู้จักคำศัพท์ที่ไม่เคยได้ยินในห้องเรียน

“ดัตสึซาระ” (脱サラ) ย่อมาจากคำว่า “ดัตสึซาลารี่แมน” (脱サラリーマン) แปลว่า การลาออกจากการเป็นมนุษย์เงินเดือน ในบริบทนี้หมายถึงการลาออกจากการเป็นพนักงานประจำเพื่อไปทำงานในฝันของตัวเอง งานที่ทำแล้วหลงใหลและมีความสุข หรือได้ออกไปแสวงหาความตื่นเต้นใหม่ๆ เช่น ทำธุรกิจส่วนตัว ทำงานด้านเกษตรกรรม เปิดร้านอาหาร ร้านขนมปัง เป็นนักเขียน นักวาดการ์ตูน ฯลฯ (ไม่นับการถูกให้ออกจากงาน หรือลาออกมาแบบไม่มีเป้าหมายนะ)

 

 

คุณเจ้าของสวนเชอร์รี่เล่าให้ฉันฟังว่า สต๊าฟหนุ่มสองคนเคยทำงานเป็นพนักงานประจำที่โตเกียว แต่ตัดสินใจลาออกเพื่อมาทำตามฝัน ด้วยการเป็นเกษตรกรที่จังหวัดยามากาตะพอถึงฤดูที่สวนเชอร์รี่มีงานล้นมือก็จะขอแรงให้พวกเขามาช่วย พอฟังเรื่องเล่านี้แล้วทำให้ฉันนึกถึงภาพยนตร์แอนิเมชันของคุณอิซาโอะ ทาคาฮาตะ เรื่อง “Only Yesterday” (1991) ที่ฉันเขียนถึงในครั้งก่อน เพราะตัวละครหนุ่มที่ชื่อ “โทชิโอะ” ได้บอกกับ “ทาเอโกะ” ว่าเขาลาออกจากการเป็นพนักงานออฟฟิศ (ดัตสึซาระ) และมาทำงานในฝัน คือการทำสวนเกษตรอินทรีย์ร่วมกับเพื่อนๆ บังเอิญมากตรงที่โทชิโอะก็มาทำสวนที่จังหวัดยามากาตะเหมือนกัน (หรือจะเป็นไปได้ว่าสต๊าฟหนุ่มที่สวนเชอร์รี่อาจได้รับแรงบันดาลใจมาจากแอนิเมชันเรื่องนี้)

ความคิดเรื่องการลาออกจากงานประจำที่ได้เงินเดือนมั่นคงมาทำกิจการของตัวเอง หรือได้ทำงานที่ตัวเองชอบอย่างอิสระนั้นเป็นความใฝ่ฝันของคนทั่วโลก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ “ดัตสึซาระ” ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นถือเป็นความเปลี่ยนแปลงในสังคมญี่ปุ่นที่น่าสนใจ เพราะภาพที่ฉันเคยเห็นจากละครโทรทัศน์หรือได้อ่านจากบทความต่างๆ ก็มักสื่อให้เห็นว่าคนญี่ปุ่นส่วนมากให้ความสำคัญกับองค์กรหรือบริษัทที่ตัวเองทำงานอย่างมุ่งมั่น เรียกได้ว่าทุ่มให้สุดตัว(บ้างก็ทำงานมากเกินไปจนเสียชีวิต ที่เรียกว่า “คาโรชิ”) ซึ่งสอดคล้องกับความจริงที่ว่า โดยปกติของการทำงานบริษัทหรือการเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ญี่ปุ่นนั้นถือว่าเป็นรากฐานความมั่นคงของชีวิตยาวไปจนถึงวัยเกษียณ (เว้นเสียแต่ว่าจะโดนไล่ออกก่อน ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่จะเกิดขึ้นในองค์กรญี่ปุ่น)

จะว่าไป…ฉันไม่เคยนึกเลยว่าการหยุดพักจากงานที่ฉันทำอยู่ประจำเพื่อไปพักผ่อนและลองทำงานกับคนญี่ปุ่นโดยได้ใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในชนบทที่งดงามในช่วงเวลาสั้นๆ จะพาให้ฉันไปรู้จักกับวิธีคิดอีกด้านที่เกี่ยวกับการงานของคนญี่ปุ่น รู้สึกขอบคุณประสบการณ์ครั้งนั้น เพราะมันเปิดโลกของฉัน ทำให้ได้ทบทวนถึงสิ่งที่เชื่อและกำลังทำอยู่ในปัจจุบัน

LIKE & SHARE

ชอบเรื่องนี้จนต้องบอกต่อ