สารบัญ

“สวัสดีครับ แสตมป์ครับ วันนี้เราจะมาพูดคุยกันในนิตยสาร KIJI กันนะครับ” คือประโยคเปิดบทสนทนาของผู้เป็นเจ้าของเสียงนุ่มทุ้ม ลุ่มลึก และมีเสน่ห์ ไม่เพียงแค่เสียงที่ถ่ายทอดผ่านบทเพลงเท่านั้นที่ทำให้ใครหลายคนหลงใหล แต่ทว่าปลายนิ้วที่สัมผัสกับเส้นสายกีต้าร์หรือแรงกดปากกาขณะปล่อยให้น้ำหมึกกลั่นกรองตัวอักษรออกมาเป็นเนื้อเพลง กลับยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้ชายผู้นี้ทวีคูณ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงกลายเป็นที่รักของผู้เสพดนตรีได้อย่างง่ายดาย

วันนี้ KIJI ได้นำรอยยิ้มอันมีเสน่ห์ ผสมกับบุคลิกร่าเริงเป็นมิตร มานั่งพูดคุยเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นญี่ปุ่นโดยผ่านมุมมองของชายผู้นี้ หวังว่าเรื่องที่เรากำลังจะบอกเล่าต่อไปนี้ ทำให้คุณหลงรักผู้ชายที่ชื่อว่า ‘แสตมป์’ มากขึ้นเรื่อยๆนะคะ

Q. รู้ตัวตอนไหนว่าความเป็นญี่ปุ่นเริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต

น่าจะเป็นตอนไปโตเกียวครั้งแรกเมื่อ 7 ปีก่อนครับ ผมไปเที่ยวกับอาจารย์และกลุ่มเพื่อน ตอนนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ต เราไปตามสถานที่ต่างๆโดยอาศัยการเปิดแผนที่ พอได้ไปเห็นบ้านเมืองเขาก็รู้สึกว่าทุกอย่างที่เราชอบมันรวมอยู่ที่นี่หมดเลย คนในยุค 90s อย่างผม เรียกได้ว่าเติบโตมากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นเลยครับ มันเป็นยุคที่เด็กหลายคนรู้จักดราก้อนบอล เป็นยุคที่เพลง ซีรีส์ หรือภาพยนตร์ญี่ปุ่นเฟื่องฟูมาก รายการทางช่องโทรทัศน์เกินกว่าครึ่งเป็นรายการญี่ปุ่นหมดเลย

ด้วยความที่ผมชอบเพลง ที่บ้านเราร้านขายซีดีแทบปิดตัวลงไปเกือบหมดแล้ว แต่ผมช็อกมาที่ได้เห็นตึก HMV 9 ชั้นแถมยังมีทาวน์เวอร์อีก 8 ชั้นที่ญี่ปุ่น ทำให้เห็นว่าอุตสากรรมดนตรีของบ้านเมืองเขายังเฟื่องฟู ผมคิดว่าน่าจะมีเพียงญี่ปุ่นที่เดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในโลกนี้

ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งที่เราเติบโตมาพร้อมกันเท่านั้นนะครับ ผมยังชอบเรื่องการดีไซน์งานของญี่ปุ่นด้วย เวลาเห็นบิลบอร์ด เห็นป้ายต่างๆ ที่มีแค่ตัวอักษรเล็กนิดเดียว ไม่ต้องมีอะไรเยอะ ก็รู้สึกชอบแล้วครับ เลยรู้สึกว่าเราชอบความเป็นญี่ปุ่น ชอบวัฒนธรรมแบบนี้ ศิลปะแบบนี้

 

Q. มีภาษาญี่ปุ่นคำไหนที่รู้สึกชอบหรือทั้งๆที่ไม่รู้ความหมายไหม

มีประโยคหนึ่งมาจากหนังสือการ์ตูนเรื่องฤทธิ์หมัดดาวเหนือครับ เป็นคำพูดของเคนชิโร่ “โอะมะเอะ วะ โม่ชินเดะอิรุ!” แปลว่า เจ้าน่ะ ตายไปแล้ว! (ทำเสียงหล่อ)

 

Q. คิดว่าตัวเองคือคาแรคเตอร์ตัวไหนของเกมหรือการ์ตูน

สมัยเด็กๆ การ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องแรกที่ได้ดูคือดราก้อนบอล แต่ตัวการ์ตูนที่คิดว่าใกล้เคียงกับตัวเอง อาจจะดูเท่เกินไปสำหรับผมนะครับ (ยิ้ม) ผมชอบซะกุระงิ จากเรื่องสแลมดังก์มาก คือตัวละครตัวนี้เป็นคนที่ทำอะไรไม่ค่อยได้เรื่อง แต่เขามีความตั้งใจมาก คิดว่าตัวนี้แหละครับ

แต่ผมก็มีตัวการ์ตูนที่ชอบอีกเยอะมาก หนึ่งในนั้นก็คือฮิมุระ บัตโตะไซ จากเรื่องซามูไร พเนจร คือเขาเป็นคนที่คิดว่าตัวเองสามารถยุติสงครามได้ด้วยเพลงดาบที่เรียนมา แต่ด้วยเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตทำให้ตระหนักได้ว่าดาบนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อฆ่าแต่มีไว้เพื่อปกป้อง ดั่งที่อาจารย์ของเขาพร่ำสอน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขาจะใช้ดาบสลับคมเพราะไม่ต้องการฆ่าใครอีกแล้ว

Q. ถ้าได้ทำเพลงเรื่องสแลมดังก์ คิดว่าเพลงในเรื่องนี้จะออกมาเป็นอย่างไร

น่าจะเป็นเพลงที่เกี่ยวกับการให้กำลังใจนะ เพราะมันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกีฬาครับ

Q. คิดว่านิสัยส่วนไหนของตัวเองที่เหมือนกับคนญี่ปุ่น

ผมคิดว่าตัวเองไม่ค่อยเหมือนคนญี่ปุ่น นิสัยตรงกันข้ามเลยครับ หลังจากที่ได้ไปสัมผัสชีวิตและบ้านเมืองเขา ทำให้ผู้รู้ว่าคนญี่ปุ่นเวลาทำอะไรสักอย่าง เขาจะโฟกัส จริงจัง และมีระเบียบมาก ส่วนผมมีนิสัยตรงข้ามกันทุกอย่างเลยครับ ทั้งไม่มีสมาธิ ไม่มีระเบียบ ในเวลาที่ทำงานก็จะติดเล่น ซึ่งต่างกันคนละขั้วเลย

 

Q. เคยมีคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนญี่ปุ่นไหม

ไม่ค่อยมีครับ เพราะเขาคิดว่าผมเป็นคนจีนไม่ก็คนไต้หวันมากกว่า

 

Q. ทำไมถึงเลือกญี่ปุ่นให้เป็นสถานที่ถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง

เราสองคนไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นกันบ่อยมาก ตอนนั้นก็ไปเที่ยวด้วยเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ผมกับคุณนิวแทบไม่ค่อยได้ถ่ายรูปกันเลย เลยคิดว่าถ้าจะต้องถ่ายพรีเวดดิ้งก็อยากไปถ่ายในสถานที่ที่เราชอบ ที่ที่เราอยากไป ตอนนั้นได้มีโอกาสชวนคุณเต้ ซึ่งเป็นช่างภาพของนิตยสาร Hamburger ไปเที่ยวด้วยกัน เหมือนได้ไปเที่ยวและถ่ายรูปไปพร้อมๆกันครับ

 

Q. เลือกแบ็กกราวด์ในย่านใดบ้าง

เราไปถ่ายกันหลายที่ครับ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เราไปกันทุกครั้งเป็นปกติเมื่อไปญี่ปุ่น ครั้งนี้ก็พาคุณเต้ไปถ่ายจุดที่เราชอบไป ส่วนใหญ่เป็นย่านโคเอ็นจิ (Koenji) ชิโมะคิตะซะวะ (Shimokitazawa) และจิยูงะโอะกะ (Jiyugaoka) ซึ่งอยู่ในโตเกียวหมดเลยครับ

 

Q. ชอบโมเมนต์ไหนตอนถ่ายรูปพรีเวดดิ้งมากที่สุด

ผมชอบโมเมนต์ที่คนญี่ปุ่นเขาเข้ามาถามหรือเข้ามาแสดงความยินดีด้วย เราจะได้ยินประโยค “เค็กคงๆ (แต่งงาน)” หรือ “โอะเมะเดะโตๆ (ยินดีด้วย)” บ่อยมาก

อีกโมเมนต์หนึ่งที่ชอบและจำได้ดีคือเขาจะเข้ามามีส่วนร่วมในเฟรมเวลาที่เราถ่ายรูป คนญี่ปุ่นจะไม่ค่อยตื่นตกใจกับสิ่งเหล่านี้ เพราะไม่ค่อยมีญี่ปุ่นมุง เขาเข้ามายินดีกับเราแล้วก็เดินจากไป เหมือนเขาให้พื้นที่เราในการถ่ายรูป ไม่มีใครต่อว่าเราครับ อย่างช็อตหนึ่งเราไปถ่ายรูปกันที่ร้านแผ่นเสียงที่ชอบไปซึ่งเป็นรูปที่ผมชอบมาก ในตอนนั้น นอกจากเขาจะไม่ว่าอะไรแล้ว ยังอนุญาตให้ถ่ายรูปได้ตามปกติด้วย ผมรู้สึกประทับใจมาก

คนญี่ปุ่นนี่ไม่ได้เข้ามาแสดงความยินดีอย่างเดียวนะครับ แต่ยังเข้ามาพูดคุยและเล่าเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับประเทศไทยที่เขาได้มาเห็นมาเจอด้วย อย่างเรื่องมาเที่ยวช่วงสงกรานต์ก็มีครับ (ยิ้ม)

 

Q. เลือกฮันนีมูนที่ญี่ปุ่นด้วยเลยหรือเปล่า

มันเกินกว่าการไปฮันนีมูนแล้วครับ เพราะเหมือนเราไปเที่ยวมากกว่าและไปกันบ่อยมากเลย ปีละ 3 ครั้งเลยครับ

Q. อยากอยู่ญี่ปุ่นเลยไหม

คุณนิวเขาชอบครับ คนนั้นอยากอยู่เลยละ ส่วนผมก็ชอบนะครับ แต่คิดว่าอยู่เมืองไทยดีกว่า ประเทศญี่ปุ่นสำหรับผมแล้ว ผมชอบไปเที่ยวมากกว่า ถ้าให้อยู่เลยคงไม่ไหว พอได้ไปเที่ยวและเห็นสิ่งต่างๆอยู่หลายครั้งก็สัมผัสได้ถึงสังคมที่มีความเครียดเล็กน้อยครับ เลยเวลาไปเที่ยวแล้วมันสนุก แต่ถ้าให้ไปอยู่ คงขอคิดดูก่อนครับ (ยิ้ม)

 

Q. นอกโตเกียวแล้ว เคยไปที่อื่นอีกไหม

ส่วนใหญ่จะไปตามย่านต่างๆในโตเกียวที่เราชอบมากกว่า ไปเที่ยวที่อื่นอาจจะเพราะไม่ใช่สไตล์เราด้วย ถ้าจะมีอีกที่ก็เคยไปแค่โอซาก้าเองครับ

 

Q. จุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกับศิลปินชาวญี่ปุ่น

เริ่มจากเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน สมัยที่ผมมีโอกาสร่วมทำเพลงกับคุณต้าร์ Cyndi Seui ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ให้ผม เขาคิดว่าเพลงที่เรากำลังทำกันนี้น่าจะมีคนมาเล่นดนตรี 8 bit ให้ เราเลยส่งเพลงไปทางอีเมลไปให้กับวง YMCK ครับ เพื่อบอกเขาว่าเรามีเพลงอยากให้เขาช่วยเล่น ทางเขาก็ตกลง เลยเป็นจุดเริ่มต้นทำให้มีโอกาสร่วมงานกัน แต่ตอนนั้นเรายังไม่เคยพบกันนะครับ

หลังจากนั้นประมาณ 6 เดือน ผมมีโอกาสได้ไปดูคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่น เลยขอนัดพบศิลปิน YMCK เพราะเราอยากเจอเขา หลังจากคุยกันแล้วเขาก็พาเราไปกินข้าว ได้ไปที่ร้าน 8 bit Cafe ซึ่งคาเฟ่นี้ทำเป็นธีมเรทโทรเกมครับ ผมเลยได้พบวงดนตรีที่ชอบเกมหลายวงเลย ได้รู้จักคนมากมาย จากหนึ่งเป็นสอง จากสองป็นสาม คนวงการดนตรีมักจะเป็นแบบนี้ พอได้รู้จักคนหนึ่งเราก็จะมีคอนเนกชั่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ครับ

ในปีถัดมาผมได้ไปเป็นเล่นคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่นกับคุณนะ Polycat ที่ร้าน 8 bit Cafe ทำให้หลังจากนั้นได้ทำเพลงร่วมกับ YMCK อยู่เรื่อยๆ อย่างเพลง เกมโอเวอร์ ฯลฯ การที่เราได้ทำเพลงร่วมกับศิลปินญี่ปุ่น เหมือนเปิดโอกาสให้เราได้เจอคนอีกมากมาย เจอใครก็ชวนกันทำเพลงด้วยกัน ซึ่งทุกคนก็ยินดีทำร่วมกับเราหมดเลยครับ

 

Q. ปกติสื่อสารกันอย่างไร รู้สึกกังวลบ้างไหม

ในวงนั้นจะมีคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ครับ วง YMCK เขาไปเรียนภาษาไทยด้วยนะ ทำให้พูดไทยได้นิดหน่อย แต่ส่วนใหญ่ก็พูดภาษาอังกฤษกันครับ ปกติเวลาเราทำเพลงร่วมกัน เราไม่ค่อยได้สื่อสารกันซับซ้อนมากครับ หลายอย่างล้วนเป็นภาษาดนตรี ซึ่งตอนทำเพลงนั้น ก็จะมีทั้งตอนที่นั่งทำร่วมกัน แบบส่งอีเมลหากัน หรือทางสไกด์ก็มีครับ

Q. มีคอนเซปต์ในการทำเพลงร่วมกับศิลปินญี่ปุ่นอย่างไร

ระหว่างทำเพลงเพลงหนึ่ง เหมือนเราแลกเปลี่ยนไอเดียระหว่างกันมากกว่าครับ เขาส่งมา เราส่งไป อย่างสมัยทำงานร่วมกับวง YMCK โมทีฟหนึ่งที่เขาต้องการคอร์ดหรือเมโลดี้จากเรา เราก็จะเล่นเปียโนส่งไปให้เขา แล้วเขาก็จะส่งเพลงกลับมาในรูปแบบ 8 bit หรืออย่างสมัยทำเพลงร่วมกับวง P.O.P เราเล่นกีตาร์ส่งเมลไปให้เขา เขาก็จะส่งเพลงกลับมา ส่งกลับไปกลับมาจนกว่าเพลงจะเสร็จครับ งานของผมส่วนใหญ่ที่ทำร่วมกับคนญี่ปุ่นจะเป็นแบบนี้

Q. มีโอกาสได้ทำงานกับศิลปินชาวญี่ปุ่นคนไหนบ้าง

ศิลปินที่ผมเคยร่วมงานด้วยก็มี P.O.P, DEPAPEPE, YMCK และ Mayu wakisaka ครับ

Q. บรรยากาศงานคอนเสิร์ตในชิบูย่าเป็นอย่างไรบ้าง

คอนเสิร์ตนั้นผมได้นำเพลงตัวเองไปแสดงครับ มีคนญี่ปุ่นเป็นแบ็กอัพให้ ส่วนใหญ่คือกลุ่มเพื่อนๆ ส่วนผู้ที่ไปชมการแสดงก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ครับ อย่างที่โยโกฮาม่าจะมีคนไทยไปดูเราเล่นดนตรีเยอะมาก หลังจากนั้นไปประมาณห้าถึงหกวัน ก็จะมีคนญี่ปุ่นเข้ามาชมบ้าง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละเขตครับ อย่างงานเฟสทิวัล ส่วนใหญ่คนที่ไปดูเป็นคนญี่ปุ่นหมดเลยครับ คนไทยมีแค่คน 2 คนเอง

 

Q. อัลบัม STH มีความขายเฉพาะที่ญี่ปุ่น

ใช่ครับ ไม่มีขายในเมืองไทย ต้องพรีออเดอร์เข้ามา มีคนไทยไปเหมาด้วยครับ น่ารักมากเลย คิดว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่คนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นเยอะด้วยครับ

 

Q. อะไรคือเสน่ห์ของศิลปินญี่ปุ่น วงที่ทำให้เราอยากร่วมงานด้วย

งานเพลงของเขาที่ทำให้เราชอบครับ เราต้องรู้สึกว่าชอบงานเขาจริงๆ พอชอบงานเขาก็เหมือนเราชอบเขาไปด้วย แล้วจะเกิดความรู้สึกอยากทำเพลงร่วมกัน ทุกคนส่วนใหญ่ที่ผมได้ร่วมงานด้วย ล้วนเป็นคนที่ผมชอบทั้งนั้นเลยครับ

 

Q. มีเพลงญี่ปุ่นที่ชอบไหม

เยอะมากครับ อย่างเพลงของคาเอลลา คิมุระ (Kaela Kimura) หรืออย่างของคอร์นีเรียส (Cornelius) ซึ่งเพิ่งออกอัลบัมใหม่เมื่อเร็วๆนี้ครับ ผมชอบเพลงเขามาก

 

Q. เคยร้องเพลงเป็นภาษาญี่ปุ่นบ้างไหม

เคยนะครับ ตอนที่ได้ไปเล่นคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่นก็ร้องเพลงหนึ่งครับ ชื่อเพลง Linda Linda ของ The Blue Hearts

 

Q. อะไรคือสิ่งที่คิดว่าทำแล้ว “สนุกที่สุด” หรือ “เหนื่อยที่สุด” ในการทำงาน

ผมสนุกทุกครั้งที่ได้ร้องเพลงหรือเล่นดรตรีครับ ส่วนเรื่องที่เหนื่อยที่สุดน่าจะเป็นเรื่องลิขสิทธิ์เพลงเพราะระบบลิขสิทธิ์ของญี่ปุ่นกับของเมืองไทยแตกต่างกันมาก องค์กรลิขสิทธิ์ของเขาเป็นเรื่องยากมากสำหรับผม เนื่องจากเราไปเดบิวท์ที่ญี่ปุ่น จึงต้องทำตามระบบเขาทุกอย่าง ต้องไปนั่งคุยกับเขาเพื่อทำความเข้าใจตรงนั้น ซึ่งเรื่องนี้มีรายละเอียดเยอะมาก

Q. ผ่านตรงนั้นมาได้อย่างไร

ส่วนใหญ่ผมเป็นคนติดต่อด้วยตัวเองเกือบทั้งหมดครับ ตอนนั้นยอมรับว่าเครียดมาก เพราเราไม่มีข้อมูล ความรู้ หรือประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย มีช่วงหนึ่งรู้สึกท้อมาก ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ผ่านอุปสรรคตรงนี้ไปได้โดยไม่โดนฟ้อง ทั้งๆที่เราไม่ได้ไปก็อปปี้เพลงใคร แต่เหมือนเราไม่รู้ขั้นตอนมากกว่าว่าทำอะไรผิดพลาดไป ถึงอย่างนั้น สุดท้ายก็ได้รับความช่วยเหลือจาก Music Copyright Thailand ครับ เขาน่ารักมาก เป็นองค์กรของไทยที่ช่วยดูแลเรื่องเหล่านี้ ทางองค์กรเขามีฝ่าย International ที่คุยกับทางญี่ปุ่นให้

เรื่องระบบลิขสิทธิ์เพลงสากลมันเป็นแบบนี้ครับ เวลาจ้างใครสักคนแต่งเพลงให้ ผู้จ้างจะได้รับเงินจากองค์กรหนึ่ง ซึ่งองค์กรนี้ต้องนำเพลงไปขึ้นกับองค์กรใหญ่ แล้วองค์กรใหญ่ถึงจะนำเพลงนั้นไปจดทะเบียน แต่ในด้านของผู้แต่งเพลงจะมีสังกัดคอยดูแล ซึ่งผู้แต่งเพลงกับศิลปินก็จะแยกกันด้วยครับ

ผมเล่าให้เห็นภาพขึ้นอีกนิดหนึ่ง หากผมคือผู้แต่งเพลงและศิลปินในคนคนเดียวกัน ศิลปินจะอยู่ภายใต้ค่ายเพลงหนึ่ง แต่ค่ายนั้นไม่มีสิทธิ์เก็บค่าอะไรทั้งสิ้นจากงานเพลงของผู้แต่ง ส่วนฝั่งผู้แต่งเพลงจะขึ้นตรงกับต้นสังกัด ซึ่งต้นสังกัดนั้นๆจะเข้ามาดูแลเรื่องการแต่งเพลงทั้งหมด ดังนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นเพลงที่ผมแต่งเอง ผมก็จะมีรายได้ทั้ง 2 ทางจาก 2 องค์กร ผมก็ต้องนำเพลงไปให้องค์กรหนึ่งนำเพลงไปจดทะเบียน และต้องแจ้งให้ต้นสังกัดทราบ เพื่อที่ว่าเมื่อเกิดรายได้แล้ว องค์กรจะเก็บเงินมาให้ต้นสังกัดเพื่อนำมาให้ผู้แต่งอีกที ผมคิดว่าระบบนี้ดูเป็นระเบียบมาก ซึ่งระบบลิขสิทธิ์แบบนี้ใช้กันทั่วโลกนะครับ ในเมืองไทยเองก็กำลังค่อยๆปรับให้เข้าสู่ระบบสากลบ้างแล้วเหมือนกัน เหตุการณ์นี้ทำให้ผมเข้าใจระบบลิขสิทธิ์มากขึ้น จากอุปสรรคตรงนั้นมันทำให้เรายกระดับความรู้ความเข้าใจมากขึ้นตามไปด้วย

 

Q. ค่ายเพลงที่ศิลปินไปขึ้นตรง มีรายได้จากอะไร

ส่วนใหญ่แล้วได้เงินจากการขายมาสเตอร์ เพลงเพลงหนึ่งสามารถแยกสิทธิ์ออกเป็น 3-4 อย่างเลยครับ ค่ายจะได้รับราได้จากตัวเพลงที่สำเร็จรูปแล้ว เหมือนภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ฉายโรงแล้ว คือถ้าเปรียบเทียบต้นสังกัดเป็นภาพยนตร์ เขาก็คือคนเก็บค่าบทต่างๆ ซึ่งค่อนข้างซับซ้อนในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราเข้าใจแล้ว ทุกอย่างจะดำเนินได้อย่างราบลื่นมากครับ

 

Q. คิดว่าความ “เหมือน” หรือ “แตกต่าง” ระหว่างงานเพลงเรากับของญี่ปุ่นคือตรงไหน

ผมว่าเพลงเรากับเพลงเขามีความแตกต่างค่อนข้างเยอะอยู่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นการวาง Track การมิกซ์เสียง เรียบเรียงเพลง อัด ฯลฯ คนละเรื่องเลยครับ ด้วยกลิ่นเพลงก็ไม่เหมือนกันแล้ว ในความคิดผม รสนิยมการฟังเพลงก็แตกต่างกันอยู่ครับ อย่างคนไทยชอบฟังเนื้อเพลง ส่วนคนญี่ปุ่นอาจจะชอบฟังดนตรีมากกว่า

 

Q. ภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ชอบคือเรื่องอะไร

ผมชอบเรื่อง Memories of Matsuko ครับ ผู้กำกับเดียวกับเรื่อง Confession หรือ The World of Kanako เรื่องนี้น่าจะ 10 ปีได้แล้ว ลักษณะภาพยนตร์เป็นกึ่งมิวสิคัลเล็กน้อย เรื่องราวของชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งที่มีชีวิตดำดิ่งมาก แต่หนังสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างงดงาม ผมดูแล้วปรับทับใจมาก มันดีงามและแฝงข้อคิดไว้หลายอย่าง

Q. คิดอย่างไรกับการต้องทำเพลงทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

ผมมองว่ามันเป็นเรื่องสนุกครับ ผมทำเพลงภาษาไทยมา 12 ปีแล้ว เลยคิดว่าอยากทำอะไรที่ไม่ต้องมีความคาดหวังดูบ้าง เมื่อทำเพลงไทยสักเพลงที่มันฉีกจากเอกลักษณ์ของเรา คนฟังอาจจะตั้งคำถามได้ว่าทำไมแนวเพลงเราเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม แต่พอลองทำภาษาอังกฤษ การเปรียบเทียบก็ลดน้อยลงตามไปด้วย

 

Q. คิดทำเพลงภาษาญี่ปุ่นบ้างไหม

เคยคิดนะครับ แต่ผมคิดว่าถ้าเราไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังจะทำหรือเข้าใจความหมายเพลงที่ต้องร้อง เราจะไม่มีอารมณ์ร่วมกับงานตรงนั้น ผมไม่อยากท่องแต่อยากร้องเพลง อยากร้องออกมาจากความรู้สึกที่แท้จริง ดังนั้นหากจะทำเพลงญี่ปุ่นจริงๆก็อยากขอเวลาศึกษาก่อนครับ

 

Q. มีการแบ่งเวลางานกับเวลาพักผ่อนอย่างไร

ส่วนใหญ่ผมคิดว่าตัวเองกำลังพักผ่อนนะ (หัวเราะ) เพราะเวลาทำงานหรือไปเล่นดนตรี เราเหมือนได้เล่น ได้สนุกกับงานตลอดเวลา เลยไม่ได้คิดว่าจะมีวันไหนที่ต้องหยุดพัก แต่อาจจะมีบางช่วงที่ไปญี่ปุ่นแล้วหยุดยาวเพื่อไปเที่ยวอย่างเดียวก็มีครับ

Q. ช่วยแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวของญี่ปุ่นหน่อย

ขอแนะนำที่โคเอ็นจิเลยครับ มันเจ๋งมาก มีทั้งความอินดี้และโลคอลอยู่ในตัว ส่วนที่ชิโมะคิตะซะวะ ก็ยังมีกลิ่นอายความเป็นอินดี้อยู่ครับ แต่หลายคนเริ่มรู้จักที่นี่กันแล้ว คนแห่กันไปมากขึ้น เสน่ห์ของความเป็นอินดี้ก็เลยเริ่มลดน้อยลงไปบ้าง แต่ที่โคเอ็นจิยังคงหลงเหลือความรู้สึกนั้นอยู่ โดยเฉพาะที่ชั้น 2 หรือชั้นใต้ดินของอาคารต่างๆ

ผมเคยเจอร้านหนึ่ง คุณตั้ม วิศุทธิ์ แนะนำให้ผมรู้จัก ชื่อว่าร้าน ‘เอ็มบัง’ (Enban) เป็นร้านขายของทำมือ ขายซีดีอินดี้ๆ ร้านนี้สุดยอดมากเลยครับ เอาของมาฝากขายก็ยังได้เลย ร้านนี้เป็นร้านที่ทำอะไรแล้วเขาไม่แสวงหาผลกำไรครับ อย่างครั้งหนึ่งคุณตั้มเคยออกซีดีกับที่นี่ โดยไลฟ์สดเปียโน ซึ่งมีผู้ชมแค่ 4 คน เจ้าของร้านเขาก็นำไมค์มาตั้งเพื่ออัดเสียงระหว่างที่คุณตั้มแสดง พอเล่นจบเพลงเจ้าของร้านก็ผลิตแผ่นเสียงขายกันในร้านนั้นเลยครับ แต่งเอง เล่นเอง ขายเอง มันเป็นความรู้สึกที่เจ๋งและเก๋ามากสำหรับผม เมื่อผมได้มาเจอคนแบบนี้เลยรู้สึกว่างานที่เขาทำมันช่างสนุกเหลือเกิน ขอแค่ได้เล่น ได้ขาย ไม่ได้หวังว่าจะมีคนตอบรับ มันดึงให้ร้านรวงหรือคนที่อาศัยในย่านนี้ดูมีเสน่ห์และมีเอกลักษณ์มากครับ

 

Q. เนื้อเพลงที่แต่งส่วนใหญ่มาจากตอนไหน

ส่วนใหญ่แล้วผมมักจะนึกออกตอนที่ตัวเองกำลังเคลื่อนไหวครับ อย่างตอนนั่งรถไฟฟ้า ไปนู่น ไปนี้ ถ้าเรานั่งเค้นจะนึกไม่ค่อยออก แต่งไม่ค่อยได้ เมื่อคิดออกแล้วก็จะจดหรืออัดเสียงไว้เลย เรื่องแบบนี้มักจะได้ตอนที่เราไม่คิดว่ามันจะได้

 

Q. หากอยู่ในภาวะคับขัน ถึงกำหนดส่งเพลงแล้วละ

ตอนนั้นเครียดมากครับ (หัวเราะ) เพราะเราก็อยากทำเพลงให้ออกมาดีที่สุด รู้สึกว่ามันดีกว่านี้ได้อีก มีเพลงที่เคยแต่งเสร็จ ทำอะไรเสร็จหมดแล้วแต่ไม่เอาก็มีเยอะมากครับ ประมาณ 80% ได้ เราก็จะทิ้งเพลงนั้นไปเลย หรือถ้าทำไป 10 เพลงแต่นำมาใช้ได้เพลงเดียวก็มี

 

Q. เคยคิดรวมอัลบัมเพลงที่ทำแล้วทิ้งไหม

หากนำมารวมอัลบัมคงรู้สึกอายนิดๆนะครับ เพลงที่เราไม่ทิ้งยังรู้สึกอายหน่อยๆเลยครับ (หัวเราะ) ช่วงนี้มีเพลงที่ทำแล้วทิ้งไปเยอะมาก มีเป็นสิบเพลงเลย แต่ก็มีบางเพลงที่เราทิ้งแล้วคนชอบก็มีนะ เพลงที่ดังส่วนใหญ่เป็นเพลงที่ผมคาดไม่ถึงเสมอ อย่างเพลงความคิด ลืมไปก่อน สองหมื่น ฯลฯ เพลงเหล่านี้ดังมาก ซึ่งเป็นเป็นเพลงที่เราไม่ได้คิดว่ามันจะดังได้

 

Q. ช่วยฝากผลงานเพลงเร็วๆนี้หน่อย

ขอฝาก Stamp STH ที่วางแผงในญี่ปุ่นด้วยนะครับ ในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ จะมีเพลงให้ดาวน์โหลดใน iTunes และจะมีแผ่นเสียงวางจำหน่ายด้วย แต่ใครที่อยากลองฟังเพลงที่อยู่ในอัลบัมบางส่วนก่อน ก็สามารถติดตามได้ทาง Youtube นะครับ

 

ติดตามผลงานได้ที่

 StampApiwat

 stampapiwat

 @StampApiwat

 123records

 

นักเขียน : KIJI (キジ)

เขียนโดยทีมงาน Kiji

LIKE & SHARE

ชอบเรื่องนี้จนต้องบอกต่อ