Wakkanai Journey: เที่ยวเหนือสุดของญี่ปุ่น ชมวิวสุดปลายแผ่นดิน พร้อมตะลุยเกาะริชิริและเรบุน
ถ้าพูดถึงฮอกไกโด หลายคนอาจนึกถึงซัปโปโร โอตารุ หรือฟุราโนะเป็นที่แรก ๆ แต่รู้ไหมว่ายังมีอีกหนึ่งเมืองเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติและวิวสุดอลังการซ่อนอยู่ นั่นก็คือ วักกะไน (Wakkanai) เมืองเหนือสุดของญี่ปุ่นและประตูสู่ เกาะริชิริ (Rishiri Island) และ เกาะเรบุน (Rebun Island) อีกทั้งแหลมเหนือสุดของญี่ปุ่น ถนนสีขาวริมทะเล ทุ่งดอกไม้บนเกาะ และอาหารทะเลสด ๆ ให้ได้เที่ยว กิน และสัมผัสธรรมชาติแบบเต็มอิ่ม ใครอยากลองเปลี่ยนบรรยากาศจากฮอกไกโดมุมเดิม ๆ คิจิขอชวนทุกคนมาปักหมุดทริปขึ้นเหนือสัมผัสเสน่ห์ของดินแดนปลายสุดแห่งนี้ด้วยกันเถอะ!🌿💙🏞️
วักกะไน (Wakkanai)
ถ้าพูดถึง ‘วักกะไน’ (稚内市) หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นชื่อเท่าไหร่ แต่ที่นี่คือเมืองที่ตั้งอยู่ปลายสุดทางเหนือของเกาะฮอกไกโด และเป็นเหมือนประตูบานแรกที่จะพาเราข้ามไปเที่ยวเกาะริชิริกับเกาะเรบุน ตัวเมืองโอบล้อมด้วยทะเลโอค็อตสค์กับทะเลญี่ปุ่น แถมยังหันหน้าเข้าหาช่องแคบโซยะ โดยมีเกาะซาฮาลินของรัสเซียตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามห่างออกไปไม่ไกล
ด้วยความที่อยู่เหนือสุด อากาศที่นี่เลยเย็นสบายเกือบตลอดทั้งปี แถมนอกเมืองยังเต็มไปด้วยวิวทุ่งหญ้ากว้าง ๆ เนินเขาเรียงราย และทะเลสีครามสวย ๆ ยิ่งถ้ามาช่วงฤดูหนาวก็จะมีโอกาสได้เห็น ก้อนน้ำแข็งลอยทะเล (Drift Ice) ลอยมาเกยใกล้ ๆ ชายฝั่งด้วย
ภาพ: Wakkanai
ถึงจะเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ดูสงบเงียบ แต่เสน่ห์ของวักกะไนกลับมีครบมาก ทั้งธรรมชาติ อาหารทะเลสด ๆ จากอ่าว และจุดเช็กอินวิวอลังการอย่างแหลมเหนือสุดของประเทศ หรือถนนสีขาวปูเปลือกหอยเชลล์ ทริปนี้คิจิเลยอยากพาทุกคนไปเดินเล่นทำความรู้จักวักกะไนให้มากขึ้น ปักหมุดพาเที่ยวทีละจุด พร้อมพาไปชิมของอร่อยประจำเมืองกัน รับรองว่าอ่านจบแล้วจะอยากแพ็กกระเป๋าตามมาแน่นอน 🌿🌊✨

ภาพ: Wakkanai
แหลมโซยะ (Cape Soya)
แน่นอนว่าถ้าเริ่มทริปกันที่จุดเหนือสุดของญี่ปุ่น ก็ต้องไม่พลาด “แหลมโซยะ” (宗谷岬) หนึ่งในสถานที่ที่นักเดินทางหลายคนอยากมาเช็กอินให้ได้สักครั้ง
ภาพ: Cape Soya
ไฮไลต์ของที่นี่คือ อนุสาวรีย์รูปสามเหลี่ยม ที่เป็นสัญลักษณ์บอกว่าเรากำลังยืนอยู่ที่ “จุดเหนือสุดของญี่ปุ่น” โดยตัวอนุสาวรีย์ได้แรงบันดาลใจมาจาก ดาวเหนือ ถ้าวันไหนฟ้าเปิด อากาศดี เราจะมองเห็น เกาะซาฮาลินของรัสเซีย ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 43 กิโลเมตรได้ด้วย
ภาพ: Cape Soya
ใกล้ ๆ กันยังมี รูปปั้นสำริดของ ‘มามิยะ รินโซ’ นักสำรวจในสมัยเอโดะ ผู้ค้นพบช่องแคบระหว่างฮอกไกโดกับเกาะซาฮาลิน ตั้งหันหน้าออกสู่ทะเลเพื่อเป็นเกียรติรำลึกถึงการเดินทางสำรวจในอดีตนั่นเอง
ภาพ: Cape Soya
ถ้าใครสามารถอยู่ได้จนถึงช่วงเย็น แนะนำให้รอชมวิวพระอาทิตย์ตกเหนือทะเลกันก่อน เพราะพอมืดแล้วบริเวณอนุสาวรีย์ก็จะเริ่มเปิดไฟ ได้บรรยากาศสวยโรแมนติกไปอีกแบบเลยล่ะ🌊✨
ภาพ: Cape Soya
Info
Cape Soya
Location: เมืองวักกะไน, จังหวัดฮอกไกโด
Parking: จอดฟรีได้ 75 คัน
Website: https://www.north-hokkaido.com/spot/detail_1018.html
Nearest Station: สถานี JR วักกะไน
Access:
1. รถยนต์: ประมาณ 40 นาที จากสถานี JR วักกะไน
2. รถยนต์: ประมาณ 25 นาที จากสนามบินวักกะไน
3. รถโดยสารประจำทาง: ประมาณ 50 นาที จากสถานี JR วักกะไน
เนินเขาโซยะ (Soya Hills) & ถนนสีขาว (White Road)
ขึ้นเหนือสุดไปแล้ว ขับลงมาจากแหลมโซยะประมาณ 7 กิโลเมตร เราจะเจอกับ เนินเขาโซยะ (Soya Hills) พื้นที่ธรรมชาติกว้างใหญ่ที่เกิดจากการเยือกแข็งและละลายของผืนดินมาตั้งแต่ยุคน้ำแข็ง จนกลายเป็นเนินเขาโค้งมนดูสบายตาที่ไม่เหมือนที่ไหน และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกฮอกไกโด (Hokkaido Heritage) ด้วย
ภาพ: Soya Hills
ไฮไลต์ของที่นี่คือ “ถนนสีขาว” ที่นำเปลือกหอยเชลล์มาปูตลอดเส้นทาง เดินแล้วจะได้ยินเสียงกรุบกรับเบา ๆ ใต้ฝ่าเท้า และถ้าวันไหนอากาศดี ฟ้าเปิด เราจะมองเห็น ภูเขาริชิริ (Mt. Rishiri) อยู่ไกล ๆ เป็นภาพถนนสีขาวที่ตัดกับทุ่งหญ้าสีเขียวและน้ำทะเลสีฟ้าได้ลงตัวมาก

ภาพ: White Road
ระหว่างทางจะเห็นน้องกวางเเละมีฝูงวัวออกมาเล็มหญ้า พร้อมลมทะเลพัดผ่านตลอด เหมาะมากสำหรับคนที่อยากมาเดินเล่น รับลม ชาร์จแบตให้ตัวเอง และเก็บภาพสวย ๆ หรือจะปั่นจักรยานแบบชิล ๆ ท่ามกลางธรรมชาติก็แนะนำสุด ๆ 🌿🐚✨
💡 หมายเหตุ: ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป บริเวณกังหันลมใกล้ถนนสีขาว จะมีการทยอยรื้อถอนและปรับปรุง จึงอาจมีการปิดเส้นทางบางช่วงเป็นการชั่วคราว แนะนำให้เช็กข้อมูลล่าสุดก่อนเดินทางนะ
ภาพ: Soya Hills
Info
Soya Hills
Location: เมืองวักกะไน, จังหวัดฮอกไกโด
Website: https://www.north-hokkaido.com/spot/detail_1020.html
Nearest Station / Location: แหลมโซยะ
Access:
1. รถยนต์: ประมาณ 10 นาทีจากแหลมโซยะ
2. รถยนต์: ประมาณ 30 นาทีจากสนามบินวักกะไน
3. รถยนต์: ประมาณ 60 นาทีจากสถานีรถไฟ JR วักกะไน
Info
White Road
Location: เมืองวักกะไน, จังหวัดฮอกไกโด
Website: https://www.north-hokkaido.com/spot/detail_1021.html
Nearest Station / Location: แหลมโซยะ
Access:
1. รถยนต์: ประมาณ 60 นาทีจากสถานีรถไฟ JR วักกะไน
2. รถยนต์: ประมาณ 30 นาทีจากสนามบินวักกะไน
3. รถยนต์: ประมาณ 10 นาทีจากแหลมโซยะ
ทาโกะชาบู (Tako Shabu)
เดินเที่ยวชมวิวกันจนเริ่มหิวแล้ว คิจิแนะนำให้มาลองของอร่อยประจำเมืองอย่าง ทาโกะชาบู (たこしゃぶ) เมนูขึ้นชื่อที่ใช้ ปลาหมึกยักษ์มิซุดาโกะ สด ๆ จากท่าเรือโซยะ ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งจับปลาหมึกยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

ภาพ: Tako Shabu
ความฟินคือเขาจะแล่เนื้อหมึกมาเป็นแผ่นบาง ๆ ให้เราเอาลงไปจุ่มแกว่งในน้ำซุปดาชิสไตล์ชาบูแบบผ่าน ๆ พอให้สุกกำลังดี เนื้อหมึกจะนุ่มเด้งกำลังดี ยิ่งเคี้ยวยิ่งได้รสหวานธรรมชาติกลมกล่อม หรือจะกินคู่กับผักสดกรอบ ๆ และน้ำจิ้มสูตรเด็ดอย่างพอนสึรสเปรี้ยวหรือซอสมิโสะงารสเข้มข้น บอกเลยว่าเข้ากันสุด ๆ ซึ่งในเมืองวักกะไน มีร้านที่เสิร์ฟเมนูนี้อยู่หลายร้านเลย ใครมาเที่ยวแล้วเป็นสายซีฟู้ด ปักหมุดมาลองกันได้นะ 🐙🍲✨
ภาพ: Tako Shabu
Info
Kurumaya Genji
Location: เมืองวักกะไน, จังหวัดฮอกไกโด
Hours: 11:00 – 13:30 น., 17:00 – 21:00 น. (รับออเดอร์สุดท้าย 20:30 น.)
Holiday: วันหยุดนักขัตฤกษ์ (ไม่แน่นอน)
Website: https://kurumaya-genji.jp/index.html
Nearest Station: สถานี JR สายหลัก Wakkanai, Kitakara และสถานีขนส่ง Wakkanai
Access: จากสถานี JR สายหลัก Wakkanai, Kitakara และสถานีขนส่ง Wakkanai เดินประมาณ 7 นาที
**เพื่อน ๆ สามารถเสิร์ชหาร้านอื่น ๆ ในระแวกใกล้เคียงได้เช่นกัน**
ชาเมง (Charmen)
อีกหนึ่งเมนูที่ห้ามพลาดเมื่อมาเที่ยววักกะไนก็คือ ชาเมง (チャーメン) เมนูท้องถิ่นที่หน้าตาคล้าย บะหมี่ราดหน้า หรือ อันคาเกะยากิโซบะ แต่จริง ๆ แล้วมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนกลายเป็นเมนูโลคอลที่คนวักกะไนผูกพันกันมานาน

ภาพ: Charmen
จุดเด่นคือ เส้นบะหมี่ เพราะชาเมงจะใช้เส้นราเม็งที่ลวกสุกแล้วนำไปผัดบนกระทะให้ด้านนอกกรอบหอมเล็กน้อย ก่อนราดด้วยน้ำราดข้น ๆ ที่อัดแน่นไปด้วย ซีฟู้ด หมู และผักนานาชนิด เสิร์ฟมาแบบจานใหญ่ เวลาทานก็สามารถเติมน้ำส้มสายชูเล็กน้อยตามสไตล์คนท้องถิ่น แล้วคลุกให้เข้ากันก่อนทาน บอกเลยทั้งอิ่มทั้งราคาเป็นกันเอง และแต่ละร้านก็มีสูตรเฉพาะของตัวเองด้วยนะ ไม่ว่าจะเป็นการทอด เส้นกรอบหรือเส้นนุ่ม รวมถึงรสชาติของน้ำราดที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ลองกี่ร้านก็ได้รสชาติไม่ซ้ำกัน🍜✨
ภาพ: Charmen
Info
Ramen Daio
Location: เมืองวักกะไน, จังหวัดฮอกไกโด
Hours: วันจันทร์-วันศุกร์ 11:30 – 14:15 น. , 17:00 – 19:45 น. / วันเสาร์-วันอาทิตย์ 11:30 น. – 19:45 น.
Holiday: ไม่มี
Website: https://www.north-hokkaido.com/feature/detail_40.html
Nearest Station: สถานี JR Wakkanai
Access: จากสถานี JR Wakkanai เดินประมาณ 4-7 นาที
**เพื่อน ๆ สามารถเสิร์ชหาร้านอื่น ๆ ในระแวกใกล้เคียงได้เช่นกัน**
เกาะริชิริ (Rishiri Island)
ถ้าพูดถึงเกาะธรรมชาติสวย ๆ ทางตอนเหนือของญี่ปุ่นที่เดินทางจากวักกะไนได้ง่าย เกาะริชิริ (利尻島) คือหนึ่งในเกาะที่ไม่ควรพลาด เพราะนั่งเรือเฟอร์รี่จากวักกะไนเพียงประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที ก็จะได้พบกับเกาะเล็ก ๆ กลางทะเลญี่ปุ่นที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ แถมยังสามารถขับรถเที่ยวรอบเกาะได้ภายในประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เท่านั้น
ภาพ: Rishiri Island
ชื่อ “ริชิริ” มาจากภาษาไอนุ แปลว่า “เกาะที่มีภูเขาสูง” ซึ่งก็เหมาะกับที่นี่สุด ๆ เพราะเกือบทั้งเกาะอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติริชิริ–เรบุน–ซาโรเบ็ตสึ ทำให้เต็มไปด้วยภูเขา ป่าไม้ และวิวทะเลที่สวยงาม ยิ่งถ้าเป็นช่วงเดือนมิถุนายน–ตุลาคม ดอกไม้ป่าจะเริ่มผลิบานและอากาศกำลังสบาย เหมาะกับการเดินเล่นหรือเดินป่าชมธรรมชาติสุด ๆ
ภาพ: Rishiri Island
ภาพ: Rishiri Island
ไฮไลต์ของเกาะนี้อีกอย่างคือ ภูเขาริชิริ (Mount Rishiri) หรือที่หลายคนเรียกว่า “ริชิริฟูจิ (Rishiri Fuji)” เพราะมีรูปทรงคล้ายภูเขาไฟฟูจิ ด้วยความสูง 1,721 เมตร จึงได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 ภูเขาที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น และถ้าใครรู้สึกคุ้น ๆ ตา ก็ไม่ต้องแปลกใจไปเพราะภูเขาลูกนี้แหละคือภาพภูเขาหิมะที่อยู่บนกล่องขนมคุกกี้ชื่อดังอย่าง Shiroi Koibito (ชิโรอิ โคอิบิโตะ) ของฝากยอดฮิตของฮอกไกโดนั่นเอง กลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญที่ใครมาถึงเกาะนี้ก็ต้องแวะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก 🏔️🍪✨
ภาพ: Mount Rishiri
ภาพ: Shiroi Koibito
อูนิด้ง (Uni Donburi)
นอกจากวิวธรรมชาติแล้ว เรื่องของกินก็โดดเด่นไม่แพ้กัน โดยเมนูที่ห้ามพลาดคือ “อูนิด้ง” ข้าวหน้าหอยเม่นทะเลสด ๆ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหวาน เพราะอูนิของที่นี่เติบโตจากการกินสาหร่ายคอมบุริชิรินั่นเอง แต่ถ้ามาเที่ยวช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นฤดูกาลของอูนิ คิจิรับรองว่าจะได้ลิ้มรสอูนิสด ๆ ที่หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในอูนิที่อร่อยที่สุดของญี่ปุ่นเลยทีเดียว 🧡

ภาพ: Uni Donburi
Info
Ramen Daio
Location: เมืองวักกะไน, จังหวัดฮอกไกโด
Hours: วันจันทร์-วันศุกร์ 11:30 – 14:15 น. , 17:00 – 19:45 น. / วันเสาร์-วันอาทิตย์ 11:30 น. – 19:45 น.
Holiday: ไม่มี
Website:https://www.north-hokkaido.com/feature/detail_40.html
Nearest Station: สถานี JR Wakkanai
Access: จากสถานี JR Wakkanai เดินประมาณ 4-7 นาที
**เพื่อน ๆ สามารถเสิร์ชหาร้านอื่น ๆ ในระแวกใกล้เคียงได้เช่นกัน**
ราเมงริชิริ (Rishiri Ramen)
อีกเมนูที่ขึ้นชื่อมาก ๆ ไม่แพ้กันคือ “ราเมงริชิริ” ที่ใช้น้ำซุปจาก สาหร่ายคอมบุริชิริ วัตถุดิบชั้นเลิศที่ร้านอาหารระดับไฮเอนด์ในญี่ปุ่นเลือกใช้ ทำให้น้ำซุปมีรสชาติกลมกล่อม หอมอูมามิตามธรรมชาติ และยิ่งอร่อยไปอีกเมื่อเสิร์ฟคู่กับอาหารทะเลท้องถิ่น ถ้าอยากลองร้านระดับตำนาน คิจิแนะนำ Rishiri Ramen Miraku (利尻らーめん味楽) ร้านดังที่เคยได้รับรางวัล Bib Gourmand จาก Michelin Guide Hokkaido ทั้งปี 2012 และ 2017 จนถูกขนานนามว่าเป็น “ราเมงที่กินยากที่สุดในญี่ปุ่น” เพราะต้องนั่งเรือหรือบินไปถึงเกาะริชิริเท่านั้น ใครมีโอกาสไปถึงที่เเล้ว ห้ามพลาดเลยล่ะ
ภาพ: Rishiri Ramen
Info
Rishiri Ramen Miraku Restaurant
Location: เมืองริชิริ, จังหวัดฮอกไกโด
Hours: 11:30 น. – 14:00 น. (ขยายเวลาถึง 14:30 น. ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน)
Holiday: วันพฤหัสบดี
Website:https://hirmiraku.com/
**เพื่อน ๆ สามารถเสิร์ชหาร้านอื่น ๆ ในระแวกใกล้เคียงได้เช่นกัน**
Milpis Shoten
ส่วนสายคาเฟ่และคนชอบลองของท้องถิ่นใหม่ ๆ คิจิอยากชวนแวะ Milpis Shoten (ミルピス商店) ร้านเล็ก ๆ ที่เปิดขาย Milpis เครื่องดื่มแลคติกสูตรโฮมเมดคู่เกาะริชิริมานานกว่าครึ่งศตวรรษ (ตั้งแต่ปี 1967) ผลิตจากนมวัวริชิริและจุลินทรีย์แลคติก ให้รสชาติเปรี้ยวหวาน สดชื่น ดื่มง่าย จนหลายคนตั้งใจแวะมาชิมเมื่อมาเที่ยวเกาะแห่งนี้ นอกจากนี้ยังมีน้ำผลไม้ที่ทำจากผลไม้ท้องถิ่นตามฤดูกาล เช่น องุ่นป่า โคคุวะ และว่านหางจระเข้ ให้ได้ลองชิมอีกด้วย เป็นอีกหนึ่งรสชาติที่หาดื่มจากที่ไหนไม่ได้นอกจากบนเกาะริชิริเท่านั้นเลยล่ะ 🌿🥛

ภาพ: Milpis Shoten

ภาพ: Milpis Shoten
Info
Milpis Shoten
Location: เมืองริชิริ, จังหวัดฮอกไกโด
Hours: 08:00 น. – 17:00 น.
Holiday: ไม่มี
Website: https://www.north-hokkaido.com/spot/detail_1332.html
เกาะเรบุน (Rebun Island)
ถ้าใครเป็นสายชอบดอกไม้ป่าและพืชพรรณบนภูเขา คิจิขอแนะนำให้ลองข้ามไป “เกาะเรบุน (礼文島)” เกาะเหนือสุดของญี่ปุ่นที่ได้รับฉายาว่า “เกาะแห่งดอกไม้” เพราะที่นี่ถึงจะมีอากาศจะเย็นสบายตลอดปี แต่ในฤดูร้อนก็ยังสามารถพบพืชอัลไพน์กว่า 300 ชนิดผลิบานทั่วเกาะ ที่ปกติจะขึ้นอยู่บนภูเขาสูงกว่า 2,000 เมตรได้แบบสบาย ๆ ไม่ต้องปีนเขาขึ้นไปชมให้เหนื่อยเลยล่ะ🌼

ภาพ: Rebun Island
อีกหนึ่งกิจกรรมที่คนมาเที่ยวนิยมเลยก็คือการเดิน Trekking ผ่านทุ่งดอกไม้ตามแนวชายฝั่ง พร้อมชมวิวทะเลสีครามและแนวหน้าผาสูงชัน ซึ่งเขาจะมีเส้นทางเดินให้เราเลือกหลายระดับ ตั้งแต่มือใหม่ไปจนถึงสายเดินป่าตัวจริง ใครที่อยากหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ระหว่างเที่ยวในญี่ปุ่น แนะนำเลย!
ภาพ: Rebun Island
💡 เนื่องจากว่าช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อน เป็นช่วงที่เกาะสวยที่สุดของปีเเละยอดนิยม แนะนำให้ศึกษาการเดินทาง เเละการจองต่าง ๆ ล่วงหน้าให้ครบถ้วนก่อน
แหลมสุโคตง (Cape Sukoton) & แหลมสุไค (Cape Sukai)
ถ้ามาถึงเกาะเรบุนแล้ว อีกสองพิกัดที่ไม่ควรพลาดคือ Cape Sukoton และ Cape Sukai สองจุดชมวิวทางตอนเหนือของเกาะที่ต่างก็มีเสน่ห์คนละแบบ เริ่มกันที่ Cape Sukoton จุดชมวิวปลายสุดทางเหนือของเกาะเรบุน ที่นี่เป็นหน้าผาสูงริมทะเลญี่ปุ่น มองออกไปจะเห็น เกาะ Todo เกาะเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างจากชายฝั่งเพียงประมาณ 1 กิโลเมตร และถ้าวันไหนอากาศเปิด ยังมีโอกาสมองเห็นเงาของเกาะซาฮาลินที่อยู่ไกลออกไปได้อีกด้วย

ภาพ: Cape Sukoton
ส่วน Cape Sukai จะพาเราไปเจอกับวิวทะเลอีกแบบ เพราะจุดเด่นของที่นี่คือ น้ำทะเลใสแจ๋วสีฟ้าอมเขียว จนถูกเรียกว่า “Rebun Blue” 💙 เมื่อมองจากจุดชมวิวด้านบน จะเห็นอ่าวโค้งสวยตัดกับหน้าผาสีเขียวและท้องฟ้าสีฟ้า สวยจนแทบจะหยุดหายใจเลยล่ะ
ภาพ: Cape Sukai
Kita no Canaria Park
อีกหนึ่งพิกัดน่าแวะบนเกาะเรบุนคือ Kita no Canaria Park สวนอนุสรณ์ที่เก็บรักษาอาคารเรียนไม้ซึ่งเคยใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำหลักของภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง A Chorus of Angels (Kita no Canaria-tachi) ที่เข้าฉายในปี 2012🎬🌿
ภาพ: Kita no Canaria Park
ภายในถูกตกแต่งให้ยังคงบรรยากาศของโรงเรียนในวันวานเอาไว้ ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ รวมถึงภาพเบื้องหลังการถ่ายทำและเสื้อผ้าของนักแสดงที่นำมาจัดแสดงไว้ให้ชม ยิ่งมองวิวผ่านกรอบหน้าต่างของห้องเรียน ก็ยิ่งให้ความรู้สึกเหมือนได้หลุดเข้าไปอยู่ในฉากหนึ่งของหนังเลยล่ะ
ภาพ: Kita no Canaria Park
แต่ไฮไลต์ไม่ได้มีแค่ตัวอาคาร เพราะทันทีที่เดินออกมาด้านนอก จะได้เจอกับวิวทะเลกว้างสุดสายตา พร้อม ภูเขาริชิริฟูจิ ที่ตั้งตระหง่านอยู่อีกฝั่งของทะเลด้วย🌊 เเละถ้าใครมีเวลา สามารถจอดแวะนั่งจิบเครื่องดื่มเเละทานขนมที่ Kanaria CAFE แล้วค่อย ๆ ชมวิวไปพร้อมกับฟังเสียงลมเเละสูดดมกลิ่นสดชื่นของดอกไม้ฆ่าเวลากันได้นะ
ภาพ: Kanaria CAFE
ภาพ: Kanaria CAFE
Info
Kita no Canaria Park
Location: เมืองเรบุน, จังหวัดฮอกไกโด
Hours: เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม (ทุกวัน 09:00–17:00 น.)
Holiday: ไม่มี
Website: https://www.visit-hokkaido.jp/en/spot/detail_11401.htm
Info
Kanaria Cafe
Location: เมืองเรบุน, จังหวัดฮอกไกโด
Hours: 11:00–16:00 น. (รับออเดอร์สุดท้าย 15:30 น.)
Holiday: วันอังคารและพุธ
🚢 วิธีเดินทางไปเกาะริชิริเเละเกาะเรบุน
การเดินทางไปเกาะริชิริเเละเกาะเรบุนที่สะดวกที่สุดคือ นั่งเรือเฟอร์รี่ของ Heartland Ferry จาก ท่าเรือวักกะไน (Wakkanai Ferry Terminal) โดยจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที ไปยัง ท่าเรือโอชิโดมาริ (Oshidomari Ferry Terminal) ซึ่งเป็นท่าเรือหลักของเกาะริชิริ แต่ถ้าต้องการไปลงที่เกาะเรบุนโดยตรงเลยจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
หรือถ้าใครแพลนจะเที่ยวต่อจาก เกาะเรบุน ไปเกาะริชิริ ก็สามารถนั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามมาได้เช่นกัน โดยใช้เวลาประมาณ 40 นาที นอกจากนี้ ยังมีเที่ยวบินตรงจากสนามบินโอกาดามะในซัปโปโร ไปยังสนามบินริชิริตลอดทั้งปี รวมถึงในช่วง 1 มิถุนายน–30 กันยายน จะมีเที่ยวบินตามฤดูกาลจากสนามบินนิวชิโตเสะเพิ่มเติมอีกด้วย
💡 หมายเหตุ: ตารางเรือเฟอร์รี่และเที่ยวบินอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล คิจิแนะนำให้ตรวจสอบรอบเดินทางล่าสุดจากเว็บไซต์ของผู้ให้บริการก่อนออกเดินทางทุกครั้งนะ
ภาพ: Heartland Ferry
Info
Wakkanai Ferry Terminal
Location: เมืองวักกะไน, จังหวัดฮอกไกโด
Website: https://heartlandferry.jp/english/
Nearest Station: สถานีวักกะไน
Access: จากสถานีวักกะไน เดินประมาณ 10 นาที
อ่านมาถึงตรงนี้ จากวักกะไนไปจนถึงเกาะริชิริและเกาะเรบุน แต่ละที่มีเสน่ห์แตกต่างกันไป ทั้งวิวธรรมชาติสุดอลังการ อาหารท้องถิ่น ไปจนถึงบรรยากาศเงียบสงบที่หาไม่ได้จากเมืองท่องเที่ยวใหญ่ ๆ ใครที่อยากลองเที่ยวฮอกไกโดในมุมใหม่ ๆ ที่แปลกตาไปจากเดิม ลองปักหมุดวักกะไนและสองเกาะทางเหนือไว้ในลิสต์ดูนะ แล้วออกเดินทางไปสัมผัส “ญี่ปุ่นเหนือสุด” ด้วยตัวเองกัน











