หากมีโอกาสได้มาเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น หนึ่งสิ่งที่จะต้องได้เจออย่างแน่นอนนั่นก็คือ “รถไฟ” เพราะถือได้ว่าเป็นระบบขนส่งมวลชนหลักที่ชาวญี่ปุ่นใช้เดินทางในชีวิตประจำวัน และยังรวมไปถึงนักท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน สำหรับนักท่องเที่ยวมือใหม่ที่มีความกังวลใจเกี่ยวกับการใช้บริการรถไฟในญี่ปุ่น บอกเลยว่าถ้าได้อ่านบทความนี้ รับรองว่าคุณจะคลายความกังวลลงไปทันที และสำหรับใครที่เคยใช้บริการรถไฟในประเทศญี่ปุ่นแล้ว ก็คงจะได้เกร็ดความรู้เกี่ยวกับรถไฟในญี่ปุ่นมากขึ้นอีกด้วยค่ะ ครั้งนี้ได้รวบรวม 7 สิ่งที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับรถไฟในประเทศญี่ปุ่นมานำเสนอ

เดี๋ยวเราไปดูกันค่ะ ว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง …เอ้า เริ่มเลยนะคะ!

 

1) ไม่ตกรถไฟ เมื่อใช้เว็บไซต์ Hyperdia ในการค้นหาเส้นทาง

 

 

นอกจากแผนที่เส้นทางเดินรถ ที่จำเป็นต่อการวางแผนเดินทางท่องเที่ยวแล้ว อีกหนึ่งวิธีที่นิยมใช้ค้นหาเส้นทางรถไฟสุดแสนจะทันสมัย สะดวก และรวดเร็ว ก็คือบริการค้นหาเส้นทางของ Hyperdia (www.hyperdia.com) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ใช้งานง่ายมาก เพียงแค่ใส่ข้อมูลดังต่อไปนี้

 

 

  1. สถานีต้นทาง
  2. สถานีปลายทาง
  3. วันที่เดินทาง
  4. ช่วงเวลาเริ่มเดินทาง

เมื่อใส่ข้อมูลแล้ว ระบบจะคำนวนเส้นทางให้ โดยแสดงสายรถไฟที่ต้องเดินทาง ระยะเวลา เที่ยวรถไฟ ค่าเดินทาง พร้อมแสดงเส้นทางสำรองเผื่อไว้เป็นตัวเลือกให้อีกด้วย ที่สำคัญเว็บไซต์นี้มีระบบภาษาอังกฤษ จึงสะดวกและเข้าใจง่ายสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพียงเท่านี้ก็ไม่พลาดทริปท่องเที่ยวด้วยรถไฟที่เคยยุ่งยากซับซ้อนอีกต่อไป …วางแผนดีมีชัยไปกว่าครึ่งค่ะ

 

2) ซื้อตั๋วผิดไม่ต้องตกใจ ขอเงินคืนได้ที่ตู้เครื่องเดิม

 

 

แน่นอนว่าทุกคนจะต้องซื้อตั๋วที่ตู้อัตโนมัติก่อนเดินทาง ซึ่งตั๋วก็มีหลากหลายแบบหลายราคาให้เลือก สำหรับรถไฟ JR หากเป็นตั๋วแบบเที่ยวเดียว ถ้าบังเอิญซื้อผิดก็ไม่ต้องกังวลใจค่ะ เพราะเราขอเงินคืนได้จากตู้ที่เราซื้อมานั่นแหละ ด้วยวิธีการที่ง่ายและสะดวกสุดๆ ไปดูวิธีการคืนตั๋วกันเลยนะคะ

A. เปลี่ยนภาษา จากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษ อยู่ที่มุมบนด้านขวาของจอ

 

 

B. เลือก Refund ที่มุมล่างด้านซ้าย

 

 

C. ไฟบริเวณช่องใส่ตั๋วด้านล่างซ้ายจะกะพริบ ให้นำตั๋วที่ซื้อมาผิดใส่เข้าไปในช่องนั้น

 

 

D. หน้าจอจะแสดงค่าเงินที่ต้องคืนให้

 

 

E. รับเงินคืนที่ช่องรับเงิน

 

 

เห็นไหมคะว่า วิธีการคืนตั๋วรถไฟไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย แต่ถ้าเป็นตั๋วรถไฟประเภทอื่นๆ หากมีความประสงค์ที่จะคืนตั๋ว ก็ต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่รถไฟในห้องขายตั๋วหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในบริเวณนั้นให้ทราบ เพื่อให้เขาช่วยดำเนินการ

 

3) JR YAMANOTE กับรถไฟใต้ดิน METRO ในโตเกียว มีป้ายอัจฉริยะช่วยวางแผนก่อนเดินทาง

 

 

สำหรับนักท่องเที่ยวหรือผู้ใช้บริการทั่วไปทุกช่วงวัยอายุ ถ้าเข้าใจและรู้วิธีการใช้ป้ายอัจฉริยะนี้ จะช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้นมากเลยค่ะ เพราะป้ายที่ว่านี้มีข้อมูลเกี่ยวกับทางออก บันไดเลื่อน ลิฟต์ ห้องน้ำ และจุดเชื่อมต่อกับรถไฟสายอื่นๆ ในแต่ละสถานีอย่างครบถ้วน สะดวกเหมือนมีคนคิดให้ ไปถึงจุดหมายได้อย่างรวดเร็ว เหลือเพียงแค่เราต้องระวังขึ้นลงรถไฟผิดขบวนเท่านั้นเอง มีวิธีที่สังเกตสัญลักษณ์อย่างง่าย คือ

– JR Yamanote ป้ายส่วนใหญ่จะตั้งอยู่บริเวณชานชาลา ช่องสีชมพูหมายถึง บันไดเลื่อน ช่องสีฟ้าหมายถึง ลิฟต์

 

วิธีการเดินทาง: หากเริ่มเดินทางจากสถานีอิเกะบุกุโระ (Ikebukuro Station) โดยรถไฟสาย JR Yamanote เพื่อไปต่อรถไฟสาย Keio ที่สถานีชินจุกุ (Shinjuku Station) ต้องขึ้นที่ตู้หมายเลข 8 (หมายเลขตู้อยู่ที่ประตูทางกั้นเปิดปิดก่อนขึ้นรถไฟ) เมื่อลงรถไฟแล้วจะเจอบันไดเลื่อนและทางออกเพื่อไปต่อรถไฟสาย Keio ทันที

– รถไฟใต้ดิน Metro ช่องสีชมพู หมายถึง บันไดเลื่อน ลิฟต์ ห้องน้ำ และทางออก ซึ่งป้ายอัจฉริยะจะติดอยู่ที่บริเวณเสาในชานชาลาถ้าเดินลงบันไดเข้าสู่ชานชาลาก็จะเห็นป้ายอัจฉริยะได้ทันที   

 

 

วิธีการเดินทาง: เมื่อขึ้นรถไฟสาย Tozai line ที่สถานีทะกะดะโนะบะบะ (Takadanobaba Station) เพื่อไปสถานีคะงุระสะกะ (Kagurazaka Station) แล้วออกทางออก 1 จะต้องขึ้นที่ตู้หมายเลข 1 พอลงรถไฟแล้วจะเจอบันไดเลื่อนและทางออกทันทีค่ะ

 

4) รู้หรือไม่ว่าแต่ละสถานีรถไฟมีเพลงประจำสถานีด้วย

เสียงเพลงที่มักจะเปิดในเวลาที่รถไฟเทียบชานชาลาและประตูกำลังจะเปิดออกนั้น ถ้าไม่ได้สังเกตกันจริงๆ ก็คงคิดว่าเป็นแค่เสียงเมโลดี้ธรรมดาๆ เท่านั้น ซึ่งเพลงที่เปิดในแต่ละสถานีมี 2 แบบ นั่นก็คือเพลงธีม (Theme song) ที่ใช้เหมือนกันทุกสถานี และเพลงที่เปิดเฉพาะสถานีนั้นๆเพียงที่เดียว อย่างเช่น

 

สถานีเอะบิซุ (Ebisu Station) ของรถไฟสาย JR Yamanote (TOKYO)

 

 

สถานีนี้เปิดเพลง “The Third Man” ที่ใช้ประกอบโฆษณาของ YEBISU BEER และยังนำมาใช้เป็นเพลงประจำของสถานีนี้ เพราะย่านนี้เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เบียร์ YEIBISU ซึ่งคนญี่ปุ่นได้ฟังแค่เมโลดี้ก็รู้แล้วว่าได้นั่งรถไฟมาถึงที่สถานีเอะบิซุแล้ว ลองฟังกันได้ที่นี่ค่ะ goo.gl/iSbmY1

 

สถานีทะกะดะโนะบะบะ (Takadanobaba Station) ของรถไฟสาย JR Yamanote (TOKYO)

 

 

สถานีนี้ใช้เพลงการ์ตูนเรื่อง Astro Boy หรือเจ้าหนูปรมาณ/เจ้าหนูอะตอม มาเป็นเพลงประจำสถานี เนื่องจากย่านนี้เป็นที่ตั้งของบริษัทที่ผลิตการ์ตูนดังกล่าว ที่วาดโดยโอะซะมุ เทะสุกะ (OSAMU TEZUKA) แรกเริ่มเดิมทีทางสถานีตั้งใจจะใช้เพลงเรื่องเจ้าหนูปรมาณูแค่เดือนเมษายนปี 2003 เท่านั้น แต่แฟนๆ กลับติดใจและเรียกร้องให้ใช้เพลงนี้ไปตลอดค่ะ ไม่เพียงในสถานีรถไฟเท่านั้น ในย่านทะกะดะโนะบะบะ ก็ยังมีการตกแต่งถนนหนทาง  รวมถึงวาดภาพบนกำแพงเป็นสตอรี่โดยใช้คาแร็กเตอร์การ์ตูนเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของย่านนี้เลยทีเดียว ลองฟังเพลงกันได้ที่นี่ค่ะ https://www.youtube.com/watch?v=cYnUNqF8cD4

 

Woman Only ตู้รถไฟนี้ผู้หญิงขึ้นได้เท่านั้น

 

 

เป็นที่รู้กันดีว่าในช่วงเวลาเร่งด่วน หลายคนต่างเลือกใช้ระบบขนส่งเดียวกันนั่นคือ “รถไฟ” แทบทุกสถานีในประเทศญี่ปุ่นนั้น ย่อมแน่นขนัดไปด้วยผู้คน โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศ เพื่อให้ไปทำงานได้ทันเวลา แน่นอนค่ะ สำหรับพนักงานออฟฟิศในปัจจุบันไม่ได้มีแค่หนุ่มๆเท่านั้น ยังมีสาวๆอีกด้วย รวมไปถึงนักเรียน นักศึกษา ที่จะต้องเดินทางไปโรงเรียนด้วยตนเอง ก็มีมากด้วยเช่นกัน เพื่อความปลอดภัยของสาวๆ และป้องกันการถูกลวนลามบนรถไฟ จึงได้มีตู้โดยสารที่ให้บริการสำหรับผู้หญิงเท่านั้น ซึ่งจะอยู่บริเวณตู้แรกหรือตู้สุดท้าย บางสถานีจะมีเจ้าหน้าที่ถือป้ายสีชมพูคอยบอกทาง และจะให้บริการตั้งแต่ช่วงเวลา 7.00 น. ถึง 9.00 น. เห็นแบบนี้แล้ว สาวๆ ก็สบายใจได้เลย สำหรับนักท่องเที่ยวขอแนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงช่วงเวลาดังกล่าวจะดีที่สุดค่ะ

 

ขอบคุณภาพจาก https://goo.gl/Dakn9d

 

6) สถานีรถไฟที่ญี่ปุ่นมีห้องน้ำให้บริการฟรี!

อีกหนึ่งข้อกังวลใจโดยเฉพาะเวลาเดินทางก็คือ “ห้องน้ำ” กลายเป็นสิ่งจำเป็นไปโดยปริยาย เพราะเราไม่รู้ว่าข้าศึกจะบุกเมื่อไหร่ แต่ถ้าเกิดเหตุจำเป็นต้องใช้ห้องน้ำทันที ขอให้ตรงไปที่สถานีรถไฟ รับรองได้ว่าจะเจอห้องน้ำอย่างแน่นอนค่ะ เพราะทุกสถานีมีห้องน้ำให้บริการแก่ผู้โดยสารแบบฟรีๆ บางครั้งถ้าเป็นรถไฟขบวนที่วิ่งยาวๆ อย่างเช่นสาย Shonan Shinjuku line ก็จะมีห้องน้ำบริการบนรถไฟด้วยเช่นกันค่ะ ห้องน้ำใช้ว่าจะมีแต่ห้องน้ำผู้ชายและห้องน้ำผู้หญิงเท่านั้นนะคะ ยังมีห้องน้ำสำหรับผู้พิการไว้บริการอีกด้วย ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศญี่ปุ่นแล้ว ความใส่ใจต้องมาเป็นอันดับแรกเลยล่ะค่ะ

 

 

อาจจะเคยได้ยินหลายๆ คนกล่าวไว้ว่า ห้องน้ำในญี่ปุ่นนั้นหาง่ายกว่าถังขยะ ดูแล้วคำกล่าวนี้น่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะแม้แต่ตามร้านสะดวกซื้อก็ยังมีห้องน้ำให้บริการกันด้วยเช่นกัน ดังนั้น ถ้ามาเที่ยวประเทศญี่ปุ่น อุ่นใจได้ค่ะ ห้องน้ำหาง่าย สะอาด และปลอดภัย ที่สำคัญ มีกระดาษชำระเตรียมไว้ให้ใช้บริการกันแบบฟรีๆ อีกด้วยค่ะ  

 

7) ไฟ Blue Light ป้องกันกระโดดลงรางเพื่อฆ่าตัวตาย แบบนี้ก็มีด้วยหรือ?

ญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการฆ่าตัวตายสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จากสถิติการฆ่าตัวตายในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะในปี 2003 สูงถึง 34,437 คน ถือว่าเป็นปีที่มีสถิติคนจบชีวิตสูงมากๆ จากผลการสรุปข้อมูลของรัฐบาลญี่ปุ่น ในปี 2016 ที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ที่จบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายลดน้อยลงกว่า 25,000 ราย ซึ่งน้อยเป็นประวัติการณ์ และจากข้อมูลก็ไม่ได้ระบุว่า สาเหตุที่ลดลงนั้นมาจากอะไรหรือด้วยวิธีใด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะสาเหตุใดก็ตาม ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีที่ทำให้จำนวนผู้สั้นลดน้อยลง

ขอบคุณภาพจาก https://goo.gl/htrpqW

 

หากเคยมาขึ้นรถไฟที่ญี่ปุ่น อาจจะได้เจอกับเหตุการณ์ที่รถไฟมาล่าช้า หนึ่งในสาเหตุนั้นก็คือ อุบัติเหตุจากการที่มีคนกระโดดลงไปยังรางรถไฟเพื่อฆ่าตัวตายค่ะ ถ้าสังเกตกันดีๆ บริเวณต้นหรือท้ายของชานชาลารถไฟ จะมีดวงไฟสีน้ำเงินหรือที่เรียกกันว่า “Blue Light” ติดเอาไว้ คนส่วนใหญ่แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ไม่ค่อยสังเกตเห็น หรืออาจจะไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าไฟสีน้ำเงินนั้น ในทางจิตวิทยา มีผลทำให้คนไม่อยากฆ่าตัวตาย

 

 

ทาง JR EAST ได้เริ่มทยอยติดตั้งไฟ Blue Light ตั้งแต่ปี 2009 (อ้างอิงจาก https://goo.gl/2Zktyc ) โดยใช้หลักทางจิตวิทยาที่ว่า สีน้ำเงิน (Blue Light) จะช่วยให้คนที่กำลังมีปัญหา มีความเครียด สิ้นหวัง หมดกำลังใจ หรือกำลังเศร้าหมอง และอยากหาทางจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย แต่ถ้าได้เห็นดวงไฟสีน้ำเงินจะทำให้รู้สึกผ่อนคลายและไม่อยากคิดสั้นอีก

นอกจากบริเวณชานชาลารถไฟแล้ว ยังสามารถเห็นไฟสีน้ำเงิน (Blue Light) ได้ตามสวนสาธารณะ ห้องน้ำ หรือในจุดเปลี่ยวๆ ที่สามารถจะทำให้เกิดอาชญากรรม หรืออาจจะเกิดโอกาสฆ่าตัวตายสูงได้ค่ะ

 

ภาพถนนเปิดไฟด้วย Blue Light ขอบคุณภาพจาก https://goo.gl/ACyzQx

 

อ่านมาถึงตรงนี้หวังว่าเรื่องราวในบทความนี้คงจะทำให้เพื่อนๆ ได้ความรู้กันเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับรถไฟในญี่ปุ่น และหมดความกังวลเกี่ยวกับการใช้รถไฟนะคะ อย่าลืมติดตามเรื่องราวดีๆเกี่ยวกับญี่ปุ่นสนุกๆ กันได้ใหม่ในบทความหน้า …แล้วเจอกันค่ะ

นักเขียน : TKLS สาวแซ่บแห่งไซตามะ

LIKE & SHARE

ชอบเรื่องนี้จนต้องบอกต่อ