YOYOGI AFTER SIX
ตกเย็นย่องไปชิลที่โยโยกิ ย่านชิคข้างชินจุกุที่ถูกมองข้าม

รู้จักชินจุกุมั้ยคะ? เคยไปฮาราจุกุรึเปล่า?

ถ้าคำตอบคือใช่ เคยแวะไปเดินเล่นย่านสถานีโยโยกิ (Yoyogi Station) แล้วรึยัง?

โยโยกิ คือย่านที่อยู่ระหว่างตัวท็อปทั้งสองเลยอาจจะดูจ๋อยๆ ไม่แจ่มจรัสเหมือนเพื่อนบ้าน ทั้งๆ ที่ก็มีร้านน่ารักให้แจ้งเกิดได้มากมาย (ไม่นับสวนสาธารณะชื่อดังที่มักถูกใช้เป็นที่จัดงานอีเว้นท์ดีๆ อย่าง Yoyogi Park หรือร้านกาแฟสุดฮอตอย่าง Little Nap Coffee ที่อยู่คนละมุมกับสถานีโยโยกิแห่ง JR สาย Chuo-Sobu นี้)

โดยภาพรวมที่นี่เป็นเขตที่อยู่อาศัยเงียบๆ เรียบเก๋ สมัยก่อนเคยมีโรงเรียนกวดวิชาอยู่เยอะ ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ดูไม่บันเทิงขนาดนั้น แต่ด้วยความที่ชายแดนด้านหนึ่งอยู่ติดกับย่านธุรกิจของชินจุกุ จึงมีร้านกินดื่มเพื่อความรื่นรมย์จำนวนไม่น้อย เพื่อรองรับความต้องการของชาวออฟฟิศ ส่วนอีกฝั่งก็ใกล้กับห้าง Takashimaya อีกทั้งยังมีอพาร์ตเมนต์ที่เปิดให้ชาวต่างชาติมาเช่าอาศัยอยู่ชั่วคราวจำนวนมาก ส่งผลให้ย่านนี้มีนักท่องเที่ยวมากกว่าที่เห็น ร้านค้าต่างๆ ส่วนมากสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้พอตัว

ยามใดที่เบื่อคนเยอะวุ่นวาย ช็อปปิ้งเสร็จแล้ว เดินจากชินจุกุฝั่งตะวันตกหรือฝั่งใต้ราวๆ 10 นาทีเอง : )

 

Nagiya

เดินข้ามถนนจากสถานีโยโยกิมานิดเดียว มีอาคารไม้เก่าแก่สูง 2 ชั้นตั้งอยู่เงียบๆ ในตรอกเล็กๆ ข้างถนนใหญ่ โคมไฟสีแดงและหน้าต่างบานเล็กๆ ที่มีควันหอมของไก่ย่างลอยมา คือสัญลักษณ์ที่บอกให้เรารู้ว่าถึงที่หมายแล้ว

 

 

นี่คือนากิยะ (Nagiya) ร้านอิซากายะเจ้าแรกๆ ในกรุงเทพที่คนไทยคุ้นเคยกันดี หลายคนอาจจะไม่รู้ว่านากิยะ คือร้านอิซากายะออริจินัลจากญี่ปุ่นที่เปิดกิจการมากว่า 12 ปีแล้ว

 

 

คอนเซ็ปต์และบรรยากาศของร้านเป็นสไตล์วินเทจ อบอุ่นเป็นกันเอง เพราะสไตล์วินเทจ นั้นวัยรุ่นก็ชอบ ผู้ใหญ่ก็คิดถึง โต๊ะไม้เล็กๆ กับเบาะผ้าแบบนั่งกับพื้นที่ชั้น 2 จึงเหมาะกับการสังสรรค์กระชับสัมพันธ์เป็นที่สุด ความเก๋คือมีโปสเตอร์วินเทจสวยๆ แปะอยู่ตามผนังและโครงสร้างไม้ดิบๆ ที่หาดูยาก เมนูยอดนิยมของที่นี่หนีไม่พ้นสารพันสิ่งปิ้งย่าง เช่น ตับย่าง ไก่ย่าง ซีฟู้ด และซาชิมิต่างๆ แต่ที่เด็ดสุดคือบาซาชิ (Basashi) หรือซาชิมิเนื้อม้า ที่ท้าทายหัวใจของชาวต่างชาติเป็นที่สุด

 

 

น้องพนักงานคนสวยของร้านบอกเราว่า ชาวต่างชาติมากินต่างร้อง “Oh! My God” กันทั้งนั้น แต่หลังจากนั้นก็เคี้ยวไม่หยุดเพราะติดใจเข้าให้แล้ว

Website: https://www.nagiya.com/

 

Somtum Der Tokyo

ในที่สุดร้านส้มตำเด้อก็พกความอร่อยแบบอีสานแท้ๆ มาเสิร์ฟให้ชาวโตเกียวถึงที่ หลังจากนำความแซ่บไปส่งให้ชาวนิวยอร์กร้องซี้ดจนได้ดาวมิชิลินมาแล้ว 1 ดวง!

 

 

สาขาโยโยกิเองก็รักษาหัวใจของร้านไว้อย่างครบถ้วน ตกแต่งร้านด้วยไม้เพื่อสร้างความอบอุ่น และใช้สีสดๆ อย่างสีแดงและสีส้มเพื่อสื่อถึงอาหารรสจัดจ้าน ผนังไม้ที่สานกันสื่อถึงลายผ้าแบบไทยๆ รวมไปถึงความตั้งใจปรุงรสชาติแบบท้องถิ่นแท้ๆ และเมนูสนุกต่างๆ ที่คิดค้นมาเพื่อเสริมรสอร่อย เช่น ส้มตำนานาชนิด ที่สำคัญไม่ใช้ผงชูรสเลย กินแล้วไม่เรียกหาน้ำอัดลมแน่นอน

 

 

สองเมนูที่เราอยากแนะนำคือ ตำซั่วเด้อ ดาวเด่นของร้าน เส้นขนมจีนเนื้อหนึบ เคี้ยวสนุก ซึมซับรสเข้มข้นของน้ำส้มตำไว้ครบ แถมยังหอมปลาร้า อีกเมนูคือ ตำปลาทูข้าวมัน เมนูนี้เรารัก รัก รัก ข้าวมันสูตรโบราณอร่อยหวานอ่อนๆ หอมน้ำกะทิกินเพลินมากๆ เข้ากันได้ดีกับปลาทูย่างสมุนไพรที่หอมเค็มกำลังดี แถมมีส้มตำเป็นเครื่องเคียง ตัดรสละมุนด้วยความเปรี้ยวหวาน ลงตัวมากๆ เหมาะสำหรับคนที่มองหาอาหารจานเดียวง่ายๆ แต่แซ่บไม่แพ้กัน

 

 

ในความเคารพรสชาติอีสานแท้ๆ แต่ก็มีความเห็นใจคนเพิ่งเข้าวงการอาหารรสจัด ลูกค้าจึงสามารถเลือกได้ว่าต้องการความเผ็ดระดับไหน มีให้เลือกตั้งแต่ระดับ 0 – 4 นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารไทยยอดฮิตในหมู่คนญี่ปุ่นเฉพาะสาขานี้เท่านั้น เช่น ผัดไทย หรือข้าวกะเพรา โดยใช้สูตรเดียวกับร้านสุพรรณิการ์ที่ไทยเลย แต่ถ้าไม่ถนัดของเผ็ดจริงๆ สะโพกไก่ทอดคือเซฟและอร่อยชัวร์ รับประกันโดยความนิยมจากทุกสาขาทั่วโลก

 

 

มาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วคิดถึงอาหารไทยเมื่อไหร่ ขอให้จำชื่อส้มตำเด้อไว้ในใจ ตอนกลางวันมี lunch set ราคามิตรภาพด้วยนะ

Website: http://somtumdertokyo.com/

 

Brussels Beer Project Shinjuku

หอบถังเบียร์มาไกลจากประเทศเบลเยี่ยม ในที่สุด Brussels Beer คราฟต์เบียร์ชื่อดังก็เปิดบาร์เบียร์เป็นของตัวเองที่ย่านโยโยกิแห่งนี้ หลังจากที่นำเข้าเบียร์รูปแบบขวดมาให้ชาวยุ่นได้ชิมกันสักระยะใหญ่

 

 

เบลเยี่ยมเป็นประเทศที่โด่งดังเรื่องการบ่มหมักเบียร์มาช้านาน และเป็นผู้คิดค้นเบียร์ชนิดต่างๆ มากมาย แต่ Brussels Beer Project ขอแหวกขนบเบียร์แบบ traditional มาเน้นที่ความสนุกแปลกใหม่ที่สร้างความเซอร์ไพรส์ให้ทั้งคนทำและคนดื่ม ดังนั้นบรรยากาศในร้านจึงสบายๆ เป็นกันเอง ตามคำขวัญ “leave the abbey, join the playground” บนผนังมีการเพ้นต์ข้อความ,ระบายสีสันสดใสกับลายกราฟิกเฟี้ยวๆ เพิ่มความคึกคัก

 

 

ส่วนอีกหนึ่ง core concept ที่สำคัญคือ “co-creation” การลงมือทำไปด้วยกัน ทั้งในแง่ของการผลิตเบียร์ที่มักจะทำ collaboration สนุกๆ กับบริษัทอื่น ผลิตเบียร์ limited edition เช่น เบียร์น้ำผึ้งผสมมิโซะ หรือเบียร์ soleit levant ที่ผสมดอกไม้ เพื่อสื่อถึงการเฉลิมฉลองครบรอบบริษัท แม้แต่การปรับเมนูร้าน ก็เปิดโหวตจัดเป็นอีเว้นท์เล็กๆ เชิญทั้งเพื่อนร่วมวงการ ผู้เชี่ยวชาญ และลูกค้าคนสนิทมาช่วยกันชิมและโหวตเบียร์ที่ควรจะได้เป็นตัวจริง

 

 

อาหารที่นี่ก็อร่อยไม่แพ้เครื่องดื่ม เราแนะนำเฟรนช์ฟรายส์คู่ซอสซามูไรรสเผ็ดนิดๆ (ขอย้ำว่านิดๆ) กับสเต็กปลาย่างหนังกรอบเนื้อนุ่มหอมกลิ่นเครื่องเทศ หรือใครชอบเก๋หน่อยจะลอง food pairing ที่ทางร้านเลือกเบียร์และอาหารที่รสเข้ากันไว้ให้แล้วก็ได้ พนักงานที่นี่มีความละเอียดอ่อน เขาจะดูความชอบของลูกค้าและนำเสนอเมนูให้อย่างใส่ใจ

 

 

สิ่งที่เรารักที่สุดของที่นี่คือคอนเสิร์ตดนตรีแจ๊สสด ซึ่งจัดเป็นประจำทุกเดือน นี่คือการรวมตัวของคนรักเสียงเพลงจากหลายสาขาวิชาชีพ บางคนกลางวันเป็นพนักงานออฟฟิศผู้มุ่งมั่น แต่กลางคืนแปลงร่างเป็นนักดนตรีแสนพริ้วไหว ความน่ารักคือนักดนตรีและลูกค้านั่งกลมกลืนอยู่ในร้านด้วยกันอย่างใกล้ชิด เราสามารถนั่งฟังเพลงสบายๆ อย่างไม่มีพิธีรีตองกับเครื่องดื่มที่ชอบ อาหารที่ใช่ และเพื่อนรู้ใจนี่แหละ เพลินที่สุดแล้ว

 

 

Website: http://www.beerproject.be/en/taprooms/2162-shinjuku

 

Spincoaster

นี่คือร้านนั่งจิบ  hidden gem ของผู้รักดนตรีและหลงใหลในเสียงลำโพงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 

 

ณ Spincoaster คุณจะได้พบกับลำโพง 2 สไตล์ไว้เลือกเปิดให้เข้ากับเพลง เริ่มจาก KOON ลำโพงญี่ปุ่นแท้เกิดมาเพื่อเพลง Hi-res สำหรับฟังเพลงสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพลงแนวอิเล็กทรอนิกส์ เสียงจะกระหึ่มไปทั่วแบบเคลียร์มากๆ เก็บดีเทลของดนตรีได้ละเอียดกว่าฟังลำโพงท่ี่บ้านหลายเท่าตัว ส่วนแฟนแผ่นเสียงก็น่าจะกรี๊ดเช่นกัน เพราะ musikeletronic geuthanin RL904 ลำโพงจากเยอรมันคู่นี้ให้เสียงที่ทุ้มกังวานเหมาะกับการฟังเพลงของวงที่มีเครื่องดนตรีเด่นๆ อย่างเพลงโซล จะได้บรรยากาศเหมือนไปฟังเล่นสดเลยทีเดียว แน่นอนว่าลูกค้าสามารถรีเควสเพลงได้ วิธีช่างเก๋นัก เพียงคุณสแกน QR code ก็จะพบกับลิสต์เพลงให้เลือกเพียบ

 

 

จุดเด่นของที่นี่ไม่ได้อยู่แค่ลำโพงเท่านั้น แต่เป็น “บริการรับฝากแผ่นเสียง” (อารมณ์คล้ายๆ การฝากขวดเหล้าที่ร้านแบบไทยๆ) แผ่นเสียงที่เรียงรายอยู่บนชั้นนั้น จริงๆ แล้วกว่าครึ่งนึงเป็นของลูกค้า เพราะมาฟังที่นี่ชิลกว่า มีเครื่องดื่มและลำโพงดีๆ ที่เปิดดังได้โดยไม่ต้องเกรงใจเพื่อนบ้าน แถมยังพาเพื่อนมาแชร์เพลงที่เราชอบได้ด้วย ที่สำคัญ อาจจะได้พบกับเพลงใหม่ๆ ที่ถูกใจเราจากคอลเล็กชั่นลูกค้าคนอื่นก็ได้ เป็นเพื่อนกันผ่านเสียงเพลง เกิดมิตรภาพได้โดยไม่ต้องเจอหน้ากัน

 

 

ความรักในดนตรีที่อัดแน่นทุกอณูในร้านนี้เกิดมาจากทีมงาน 6 คนซึ่งจริงๆ แล้วทำบริษัทเกี่ยวกับวงการดนตรี ทั้ง music media ต่างๆ เช่น application, ผลิตแผ่นเสียง และจัดอีเว้นท์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่เพลงแบบดิจิทัลล้ำไปไกล พวกเขามองว่า ในความสะดวกบางทีคุณภาพของเพลงก็ลดน้อยลงด้วย มีคนที่คิดถึงเพลงดีๆ และแผ่นเสียงมากขึ้น จึงอยากใช้ที่นี่ต่อยอดจากงานที่ทำ ส่งเพลงให้ลูกค้าได้ฟังโดยตรงทั้งแบบ Hi-res และ analog ตามความชอบ

 

 

ส่วนบรรยากาศสบายๆ และเป็นกันเองของร้านคือความตั้งใจของทีมงานที่ไม่อยากให้คนมานั่งเกร็งฟังเพลงแบบร้านแจ๊สเต็มรูปแบบทั่วไป เพราะเขามองว่า เพลงเป็นสิ่งที่ทำให้คนผ่อนคลายได้ด้วยความรู้สึก เมื่อจิบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ช่วยทำให้คึกคักง่ายขึ้นไปด้วย พื้นที่นี้น่าจะเหมาะกับคนญี่ปุ่นที่ปกติจะมีความเครียดในชีวิตประจำวันสูง บางคนไม่ดื่มเหล้าแต่รักเสียงเพลงก็ชอบมาสั่งกาแฟนั่งฟังเพลง เพราะได้ผ่อนคลาย ลูกค้าที่นี่จึงมีตั้งแต่เด็กมหาวิทยาลัยไปจนถึงคุณพี่ซาลารีแมนและคุณลุงสายชิล

นับเป็นการพักผ่อนที่ทุกคนคู่ควร

Website: http://bar.spincoaster.com/

 

Restuarant Popeye

ชื่อร้านว่าป๊อปอาย แต่ไม่ได้ขายผักขมนะจ๊ะ และไม่ได้เป็นร้านอาหารฝรั่งด้วย! ในทางกลับกันร้านนี้คือร้านอาหารเซตญี่ปุ่นแท้ๆ ที่เน้นความคุ้มค่าของราคาและคุณภาพ

 

 

Popeye ขายอาหารเป็นเซ็ตง่ายๆ ข้าว ซุป สลัดและของทอดต่างๆ แล้วแต่เลือก เช่น จะจับคู่หมูกับแซลมอน หรือปลาอย่างเดียวก็ได้ ซึ่งไม่ต้องคิดเองให้เหนื่อย เพราะทางร้านคิดเมนูจับคู่ไว้ให้หลากหลาย แค่เล็งเบอร์ก็สั่งได้อย่างง่ายดาย เมนูภาษาอังกฤษก็มี สะดวกสุดๆ  

 

 

เราตื่นเต้นมากเมื่อเห็นราคา เพราะกับข้าว+ข้าว+ซุป ราคาประมาณ 850-1,000 เยนเท่านั้น แต่ปริมาณล้นชามมากๆ เช่น ข้าวหมูทอด 3 แผ่น เนื้อๆ เน้นๆ แป้งบางกรอบ พร้อมกับข้าว ซุปและผัก สนนราคาเพียง 850 เยน! เป็นราคาและปริมาณที่หาได้ยากยิ่งในใจกลางกรุงโตเกียวอันแสนแพงนี้

 

 

บรรยากาศร้านก็เข้าถึงง่าย ไม่ต้องเกร็ง นั่งหน้าเคาน์เตอร์ก็สนุกตรงที่ได้ดูคุณลุงเตรียมอาหารอย่างใกล้ชิด หรือจะนั่งริมหน้าต่าง มองคนเดินไปมาก็เพลินๆ ที่สำคัญ ลุงป้าเจ้าของร้านสุดใจดี และชอบอาหารไทยมาก ถ้าบอกว่าเป็นคนไทยมากินต้องดีใจแน่นอน

 

 

สุดท้ายนี้เราแอบถามลุงว่า ตกลงร้านอาหารตามสั่งนี้เกี่ยวข้องกับป๊อปอายยังไง ลุงอมยิ้มนิดนึงก่อนตอบว่า “ลุงให้เยอะไง กินแล้วมีพลัง!”

Tel: 03-5351-1311

 

Yoyogi Village

ขอต้อนรับเข้าสู่หมู่บ้านลับที่ซ่อนความชิคและดนตรีเพราะๆ ไว้ท่ามกลางพืชพรรณกว่า120 ชนิด  

 

 

ความกรุบกริบแอบฝังตัวอยู่ในซอยเล็กๆ ไม่ไกลจากสถานีในย่านที่ดูเป็นที่อยู่อาศัยและอาคารสำนักงาน กระจกใสบานใหญ่ ฟอนต์เท่ๆ มีต้นมะกอกต้นเบ้อเริ่มและเพื่อนพ้องพันธุ์ไม้เชิญชวนให้เข้าไปนั่งชิล นั่งชิมอาหารเป็นที่สุด ตามคอนเซ็ปต์ good taste, good music, good nature ของ Yoyogi Village แห่งนี้

 

 

 

ที่นี่แบ่งใหญ่ๆ ได้เป็น 2 โซนคือ container zone , village zone โดยคอนเทนเนอร์โซนจะเป็นศูนย์รวมร้านค้ากรุบกริบเล็กๆ ชั้นหนึ่งขายอาหารและเครื่องดื่ม ชั้นสองขายสินค้าเก๋ๆ และมีคาเฟ่ชาที่วิวแสนดีต่อใจ ส่วน village zone จะเป็นร้านอาหารและ music bar ที่โอ่โถง บรรยากาศหรูหราพาเพลินซึ่งบริหารโดยบริษัท kurkku

 

 

ความเท่ของที่นี่เป็นผลงานการสรรค์สร้างของโปรดิวเซอร์ชื่อดังผู้ปลุกปั้นวง Mr.children อย่าง Takeshi Kobayashi หัวเรือใหญ่ของ kurkku นั่นเอง เขาตั้งใจเปลี่ยนโรงเรียนกวดวิชาให้เป็นพื้นที่เก๋ที่จะมาสร้าง groove vibe ให้ย่านโยโยกิ โซน music bar จึงมีคอลเล็กชั่นแผ่นเสียงที่ Takeshi บรรจงเลือกมามากกว่า 20,000 แผ่น มีครบทุกสไตล์เพลง ในแต่ละวันจะมีดีเจมาเปิดแผ่นเสียง คุมจังหวะการไหลของบรรยากาศ ใครอยากรีเควสเพลงก็เชิญได้เลย แค่เลือกเก้าอี้เก๋ๆ นั่งจิบเครื่องดื่มฟังเพลงก็เพลินแล้ว

 

 

ส่วนความเก๋ของงานดีไซน์ทั้ง exterior และ interior ก็ได้ทีมสุดเก๋าอย่าง Masamichi Katayama แห่ง wonderwall มาช่วยออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ great escape ด้วยความตั้งใจเนรมิตที่นี่ให้เป็นโอเอซิสของคนเมือง ในความหรูหราของบรรยากาศและเฟอร์นิเจอร์ที่ handpicked ทีละชิ้นให้เข้ากัน จึงมีการแทรกผนังต้นไม้จริงขนาดใหญ่ไว้สร้างความสดชื่นสบายตาด้วย

 

 

และสุดท้ายคือ ความร่มรื่นจากธรรมชาติ ซึ่งทำให้บทบาทของ plant hunter อย่าง Seijun Nishihata สำคัญยิ่งเพราะเขาคือผู้เชี่ยวชาญด้านต้นไม้ ช่วยคัดเลือกและดูแลพืชพรรณกว่า 120 ชนิดจากทั่วโลกมาจัดสวนที่สวยงามและแตกต่าง ความดีงามเลอค่าระดับสูงของที่นี่ คือความร่มรื่นจากต้นไม้ที่หาดูยากจากหลายประเทศ เช่น ต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของที่นี่อย่าง Bottle Tree หรือต้นมะกอกอายุ 500 ปี จากสเปน ต้นไม้ในกระถางโซนคอนเทนเนอร์ก็จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล

 

 

นอกจากนี้ ช่วงสุดสัปดาห์และงานเทศกาลต่างๆ ที่นี่มักจะจัดงานอีเว้นท์สนุกๆ เช่น งานตลาดนัดของวินเทจ งานฮาโลวีน เป็นต้น บางครั้งเหมือนหลุดเข้าไปในโลกแห่งเทพนิยาย หรืองานรื่นเริงในป่าจิ๋วแถบสแกนดิเนเวีย จะมาช่วงไหนก็ groove

Website: http://www.yoyogi-village.jp/

 

นักเขียน : Nichamon Hiranpruek

LIKE & SHARE

ชอบเรื่องนี้จนต้องบอกต่อ