อ.-ศ. 17:00-22:00 น., ส.-อา. 17:00-22:00 น. (หยุดวันจันทร์)
หมายเหตุ: แนะนำให้โทรจองก่อนเข้ารับบริการ
Nikuyama (นิคุยามะ) คือร้านโอมากาเสะเนื้อเจ้าแรกที่บินจากญี่ปุ่นมาเปิดสาขาในกรุงเทพฯ เมื่อกลางปี 2018 ในขณะที่สาขาแม่ ณ ประเทศญี่ปุ่นได้กระจายความอร่อยส่งต่อรสชาติอันแท้จริงของเนื้อมาแล้วกว่า 13 แห่ง โดยเฉพาะสาขาแรกในย่านคิจิโจจิ (Kichijoji) ที่กว่าจะได้ฟินต้องรอคิวนานอยู่หลายเดือน
อะไรที่ทำให้โอมากาเสะเนื้อแห่งนี้เป็นที่นิยม? ก็คงต้องบอกว่า Nikuyama คือวากิวสเปเชียลลิสต์สายอากามิ (ส่วนเนื้อแดงของวัวที่มีมันแทรกน้อย) ที่คัดแต่เฉพาะสายพันธุ์วัวชั้นเยี่ยมจากแหล่งขึ้นขื่อมาปรุงอาหาร ไม่ว่าจะเป็นวัวญี่ปุ่นขนแดงสายพันธุ์อากาอุชิ (Akaushi) จากจังหวัดคุมาโมโตะ (Kumamoto) วัวญี่ปุ่นขนดำสายพันธุ์คุโรเกะ (Kuroge) สุดยอดวากิวที่เลือกมาเสิร์ฟแบบเน้นๆ ตั้งแต่เนื้อโกเบ เนื้อมัตสึซากะ และเนื้อโอมิ กับทังคาคุ (Tankaku) สายพันธุ์วัวเขาสั้นที่ว่ากันว่าหายาก แบบที่ถ้าวัดกันเป็นเปอร์เซ็นต์ก็คือ 1 ต่อ 100 จากจำนวนสายพันธุ์วากิวทั้งหมด
และด้วยความที่นิคุยามะต้องการให้ลูกค้าได้สัมผัสกับรสชาติเนื้อแบบเน้นๆ จึงเลือกที่จะไม่ปรุงอะไรนอกจากเกลือโมชิโอะ (Moshio) ประกอบกับเทคนิคการย่างแบบสโลว์คุกในอุณหภูมิไม่เกิน 60 องศา ที่นอกจากจะไม่ทำให้เนื้อเหนียวเสียของ ยังมอบเทกซ์เจอร์ กลิ่น อีกทั้งรสสัมผัสให้กับเนื้อได้อย่างเฉพาะตัวเอามากๆ
2,400++ บาทคือค่าใช้จ่ายต่อคน โดยเชฟจะเซ็ตจำนวนไว้ที่ราวๆ 12-14 เสิร์ฟ ในคอร์สนอกจากจะได้ชิมเนื้อส่วนอร่อยอย่างน้อย 4 ชนิด ระหว่างนั้นเชฟยังมีเมนูคั่นรายการต่างๆ ตั้งแต่ผัก, ของทอด, อาหารกินเล่น ไปจนถึงรายการปิดมื้อที่ทำเอาอิ่มท้องได้แบบยาวๆ
อย่างคราวนี้ที่คิจินำ 7 จานมาให้ชมกันคร่าวๆ เริ่มด้วย Yukke เนื้อหั่นแนวยาวที่เชฟนำไปสะดุ้งน้ำร้อนก่อนจะเอามาคลุกเคล้ากับดาชิโชยุ เกลือ กระเทียม และน้ำมันงา ท็อปหน้าด้วยต้นหอมซอย พร้อมป้ายวาซาบิจำนวนพอกินไว้ข้างๆ กัน
Eringi คือจานคั่นที่ว่าด้วยขั้นตอนการทำนั้นนานเอาเรื่อง เพราะเชฟจะนำเห็ดออรินจิไปนึ่งกว่า 1 ชั่วโมง จนผิวด้านนอกกรอบ หวาน ทว่าฉ่ำใน ยิ่งถ้าได้กินกับเกลือโมชิโอะ เป็นอะไรที่เสริมรสให้ทุกอย่างนั้นอร่อยกลมกล่อมขึ้น
มาถึงจานเนื้อที่เชฟเลือกมาเสิร์ฟคือ Shinshin ส่วนขาในของวัวเขาสั้นพันธุ์หายากที่มีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดอย่างทังคาคุ ตัวเนื้อสัมผัสนุ่ม รสชาติจัด ที่ถ้าสายเนื้อได้มาลองน่าจะต้องชอบจนอยากขอเบิ้ล
กับส่วน Lamp ของวัวพันธุ์อากาอุชินำเข้าจากจังหวัดคุมาโมโตะ ซึ่งเชฟบอกกับคิจิว่าขนาดที่โตเกียวยังหากินได้ยาก และเป็นเนื้อที่เหมาะกับจะเอามาทำสเต็กอีกด้วย
ไล่มาที่ส่วนบ่า หรือ Maeashi ของวัวญี่ปุ่นขนดำสายพันธุ์คุโรเกะ และถ้าได้สังเกตกันจะเห็นว่าเชฟหั่นเนื้อเป็นทรงลูกเต๋าซึ่งต่างกับ 2 จานด้านบน เหตุผลก็เพราะเนื้อแต่ละส่วนมีเนื้อสัมผัสที่ไม่เหมือนกัน ขนาดชิ้นหรือทิศทางการหั่นจะทำให้เทกซ์เจอร์ของเนื้อนั้นดีงามมากขึ้น
เครื่องจิ้ม 3 ชนิด ได้แก่ มัสตาร์ด วาซาบิ และคารามิโซะ (มิโซะรสเผ็ด) ถูกเชฟออกแบบมาให้เสริมรสชาติเนื้อทุกตัวในคอร์สโอมากาเสะ ใครใคร่อยากจิ้มแบบไหนก็จิ้มได้เลยตามใจชอบ
Curry Rice และ Wagyu Ochazuke คือเมนูปิดท้ายมื้อที่ทางร้านให้ลูกค้าได้เลือกว่าอยากจะทานรายการไหนมากกว่ากัน อย่างข้าวราดแกงกะหรี่ของที่นี่เทกซ์เจอร์จะข้นกว่าเจ้าอื่นอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงสูตรและรสชาติก็ยังอร่อยเป๊ะๆ ตามสาขาแม่ เอาเป็นว่าถูกปากจนแม้แต่คนญี่ปุ่นยังต้องจองก่อนถึงจะได้กิน ด้านข้าวต้มสไตล์ญี่ปุ่นที่ก็หวานละมุนตั้งแต่ซุปดาชิจากการเคี่ยวกระดูกส่วนสันหลัง ยังไม่นับวากิวที่ทางร้านคัดสรรว่าส่วนนี้แหละเหมาะที่จะกินกับข้าวต้ม ว่ากันตามตรงชามนี้เหมาะกับคนที่อยากซดซุปร้อนๆ ให้สบายท้องหลังจากดื่มด่ำกับคอร์สโอมากาเสะมาอย่างยาวนาน