More than just pretty leaves of red .

_

 

การเดินทางตามรอยใบไม้เปลี่ยนสีในสถานที่ที่ดูสามัญธรรมดา เหมาะให้เราเดินทอดน่องชมใบไม้ หรือทำกิจกรรมได้อย่างสบายกายและใจ เงียบสงบ และมีภาพสวยๆ มาเก็บไว้ให้เต็มเมมโมรี

ในสัปดาห์ที่แล้ว เราไปเยือนจุดชมใบไม้สามแห่งทางฝั่งตะวันออกของญี่ปุ่น ได้แก่ ย่านการค้าคะเนะโมะริ เรด บริก แวร์เฮาส์ที่ฮะโกะดะเตะ เยือนเมืองโบราณคะกุโนะดะเตะที่อะกิตะ และชมพุ่มโคเคียที่ฮิตะชิ ซีไซด์ พาร์กที่อิบะระกิ ครั้งนี้ลองปักหมุดเดินทางย้ายฝั่งไปยังตะวันตกดูบ้าง เราน่าจะได้ภาพสวยๆ มาไว้ในกล้องไม่น้อยเช่นกัน

ฤดูใบไม้ร่วงในญี่ปุ่นจะเริ่มตั้งแต่กลางเดือนกันยายน ยาวนานไปเกือบถึงปลายเดือนธันวาคม โดยวิถีการเปลี่ยนสีเริ่มจากพื้นที่บนเกาะฮอกไกโด ไล่ไปจนครบทั้ง 8 ภูมิภาค ทำให้เหล่านักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกหรือแม้แต่คนญี่ปุ่นเอง เริ่มวางแผนจากการพยากรณ์ประจำปีที่ประกาศก่อนใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี เพื่อเตรียมแบกกระเป๋าเดินทางไปทักทายความงามตามสถานที่ต่างๆ ที่ปักหมุดไว้ในทริปท่องเที่ยว

ในครั้งนี้  เราอยากแนะนำสถานที่ชมใบไม้ร่วงอีกสามแห่งคือ นั่งรถไฟชมใบไม้ในเกียวโต สงบจิตใจในห้องญี่ปุ่นโบราณของวัดอังโกะกุจิในเฮียวโงะ และพายเรือสัมผัสน้ำตกมะนะอิ โนะ ทะกิ ท่ามกลางหุบเขาทะกะชิโอะในมิยะซะกิ เรียกได้ว่า เต็มไปด้วยสีสันของฤดูใบไม้ร่วงไม่แพ้ฉบับก่อนหน้านี้เลย

แม้การแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว มีเพียง 6 จุดชมใบไม้ที่เราได้นำเสนอ แต่ความจริงแล้วยังมีอีกหลายแห่งรอให้คุณไปค้นพบ บางแห่งอาจอยู่ใกล้ บางแห่งอาจอยู่ไกล แม้จะมีสถานที่ที่ดูสามัญธรรมดาไปบ้าง หรือน่าตื่นเต้นประทับใจบ้าง แต่ไม่ว่าจะเป็นสถานที่แบบไหน ก็ล้วนพร้อมต้อนรับและมอบความประทับใจ เพียงแค่คุณเริ่มออกเดินทางไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ว่าดูธรรมดา อาจกลายเป็นสถานที่ที่คุณรู้สึกประทับใจไม่รู้ลืมก็เป็นได้

 

นั่งรถไฟ ล่องเรือ เยือนวัด ชมใบไม้แดง :

รถไฟและวัดวาอารามในญี่ปุ่น คือสัญลักษณ์ที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เมื่อสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันเช่นนี้ ผสมกลมกลืนเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล จึงทำให้การนั่งรถไฟหรือไปไหว้พระที่วัดในวันธรรมดาพร้อมซึมซับบรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสีไปด้วย กลายเป็นวันพิเศษขึ้นมาทันตา มิหนำซ้ำยังได้ลองทำกิจกรรมอื่นๆ ขณะไปเยือนแต่ละจุดชมใบไม้ ดังเช่นสถานที่ที่เราอยากให้คุณลองไปสัมผัสสักครั้งทั้งสามแห่งต่อไปนี้

 

 

嵯峨野トロッコ列車

Sagano Romantic Train

KYOTO

_

นั่งรถไฟ ล่องแม่น้ำ ท่ามกลางหุบเขาลึก

 

 

หากพูดถึงรถไฟในญี่ปุ่น หลายคนคงนึกถึงความรวดเร็ว สะดวกสบาย เพราะเป็นยานพาหนะที่ชาวเมืองเลือกใช้บริการ ทั้งในชั่วโมงเร่งด่วน หรือเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ไปเยือนพื้นที่ห่างไกล แต่ท่ามกลางความรวดเร็วและตรงเวลาของรถไฟที่เราเคยคุ้น ยังมีสายรถไฟที่แล่นเอื่อยเฉื่อย รับลมชมธรรมชาติไปเรื่อยๆ เรียบหุบเขาสูง ให้เราได้สัมผัสความสวยงามของใบไม้สีแดง ยานพาหนะที่ว่านี้คือ “รถไฟสายซะกะโนะ” ซึ่งเป็นรถไฟนำเที่ยวที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองเกียวโต

ใบไม้ในพื้นที่เกียวโตปีนี้จะเริ่มเปลี่ยนสีเมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคม ช่วงนี้จึงเหมาะแก่การนั่งชิลชมใบไม้ รถไฟสายซะกะโนะนี้จะให้บริการตั้งแต่สถานีซะกะ โทะรกโกะ (Saga torokko Station) ไปสิ้นสุดที่สถานี
คะเมะโอะกะ โทะรกโกะ (Kameoka torokko Station) โดยแล่นผ่านหุบเขาโฮะซุเกียว 
(Hozukyo Ravine) ซึ่งมีบรรยากาศด้านหนึ่งเป็นหน้าผา ขณะที่อีกด้านเป็นแม่น้ำโฮะซุเกียว (Hozu River) คู่ขนานเป็นทางยาวระหว่างเส้นทางรถไฟในระยะทางกว่า 7 กิโลเมตร และใช้เวลาซึมซับบรรยากาศราวๆ 25 นาที อีกทั้งแต่ละสถานียังมีจุดท่องเที่ยวให้แวะชมความสวยงามแตกต่างกันไป

 

 

ณ ที่แห่งนี้ คุณจะได้สัมผัสความงดงามของธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ ทั้ง 4 ฤดูกาล จนกระทั่งได้รับการขนานนามว่า “เส้นทางรถไฟสายโรแมนติก” โดยเฉพาะฤดูใบไม้ร่วงที่ทั่วทั้งบริเวณเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดงแซมสีเขียวบางส่วน เกิดเป็นเลเยอร์ดูมีมิติ บางจุดต้นไม้ขึ้นเรียงแถวหน้ากระดานฟากเดียว โน้มกิ่งลงมาให้มือเอื้อมสัมผัสถึง บางจุดสองต้นข้างทางโน้มเข้าหากัน ดูคล้ายอุโมงค์ใบไม้ให้รถไฟลอดผ่าน แล่นสลับกับอุโมงค์จริง ให้เราได้เก็บภาพความประทับใจ

 

 

ความน่ารักของรถไฟสายนี้คือรูปลักษณ์ของยานพาหนะดูเรียบง่าย เป็นรถดีเซลรางออกแบบให้แต่ละตู้แตกต่างกันไป โดยเฉพาะตู้หมายเลข 5 ที่เปิดโล่งให้อากาศถ่ายเท รวมถึงติดหลังคาโปร่งแสง ทำให้มองเห็นใบไม้ได้ถึง 180 องศายามลอดผ่านกิ่งไม้ที่โน้มลงมา ภายในตกแต่งด้วยที่นั่งไม้พนักพิงตั้งตรงและหันหน้าเข้าหากัน โคมไฟเพดานดวงเล็กแบบบ้านๆ ให้ความรู้สึกเหมือนกลับสู่บรรยากาศสามัญธรรมดา ไร้สิ่งอำนวยความสะดวก ทำให้ซึมซับความสวยงามของใบไม้ได้เต็มที่โดยไร้สิ่งรบกวนจากเทคโนโลยีในปัจจุบัน

 

 

นอกจากนั่งรถไฟชมใบไม้แล้ว ขากลับเรายังสามารถนั่งเรือล่องแม่น้ำโฮะซุเกียว เปลี่ยนบรรยากาศนั่งกินลมเรื่อยๆ ชิลๆ มาเป็นนั่งเรือล่องแม่น้ำท่ามกลางใบไม้สีส้มอมแดง เรียกได้ว่า เต็มอิ่มกับการชมใบไม้รูปแบบใหม่ที่ใช้เวลาล่องเรือยาวนานราว 2 ชั่วโมงเลยทีเดียว

 

Area Info ;

 

 

安国寺

Ankokuji Temple

HYOGO

_

ดอกและใบสีแดง กระจิริด งดงามดั่งภาพวาด

 

 

วัดอังโกะกุจิ ไม่ใช่วัดที่แขวนตุ๊กตาไล่ฝน ร้องเพลงเป็นเนื้อความจดหมายถึงท่านแม่อย่างสุดซึ้งเหมือนในการ์ตูนเณรน้อยที่เรารู้จัก ไม่ใช่จุดชมใบเมเปิลเปลี่ยนสีทั่วทุกบริเวณให้กลายเป็นสีส้มแดงอบอุ่น ไม่ได้อยู่ท่ามกลางหุบเขาหรือป่าไม้สวยงาม ดูเหมือนไม่มีความพิเศษใดๆ แต่ก็มีจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยที่สุด ที่เป็นเพียงต้นไม้พุ่มไม่เล็กไม่ใหญ่ และมีความพิเศษซ่อนอยู่ในช่วงเวลาการชมใบไม้แต่ละวัน จนหลายคนต้องหาโอกาสมาเยือนให้เห็นด้วยตัวเองสักครั้ง เพราะใครๆ ต่างกล่าวไว้ว่า สถานที่แห่งนี้ “งดงามดั่งภาพวาด”

วัดอังโกะกุจิ เป็นวัดในพระพุทธศาสนาฝ่ายเซ็น มีอาคารไม้ทรงโบราณแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ถูกซ่อมแซมใหม่หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1717 หรือราว 300 ปีก่อน ตั้งอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบและเต็มไปด้วยแมกไม้นานาพรรณ หนึ่งในนั้นคือต้นโดดันสึสึจิ ที่ขึ้นเป็นพุ่มกว้างและสูงเกือบสองเมตร ว่ากันว่าต้นไม้นี้อยู่เคียงคู่วัดอังโกะกุจิมาร่วมร้อยกว่าปีแล้ว และเป็นไฮไลต์ของวัดแห่งนี้

ทางเดินเข้าวัดมีถนนแคบทอดยาวไปสู่บันไดขั้นเล็กๆ ข้างกำแพงสูงสีขาว เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไปภายในบริเวณวัด เราจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่รายล้อมด้วยธรรมชาติและความเงียบสงบอย่างแท้จริง เหมาะให้หลบมาพักจิตใจจากความวุ่นวายในสังคมเมืองใหญ่

เมื่อเดินเข้าไปอีกนิด จะพบอาคารหลักหลังใหญ่ ดูเก่าแก่ตามกาลเวลา บานประตูกระดาษที่ตัวอาคารเปิดกว้างทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้มองเห็นเจ้าต้นโดดันสึสึจิ จากด้านหน้าอาคาร ตำแหน่งที่ต้นไม้เติบโต เรียกได้ว่าพอดีกับความกว้างของบานประตู ดูเหมือนภาพวาดเต็มผนังอย่างไรอย่างนั้น

 

 

ต้นโดดันสึสึจิจะออกดอกเป็นช่อ ดอกเล็กกระจิริด มีก้านยาว ดูคล้ายกระดิ่งกรุ๊งกริ๊งน่ารัก ยามฤดูใบไม้ผลิมีดอกสีขาว แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงเดือนตุลาคม เหล่าโดดันสึสึจิที่เคยมีดอกสีขาวบริสุทธิ์ ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้มขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงใบที่เคยเขียวขจีอยู่คู่ดอกไม้เล็กน่ารัก ก็พลอยเปลี่ยนสีตามไปด้วย ซึ่งจะกลายเป็นสีแดงสดทั้งต้นในเดือนพฤศจิกายน และยังเป็นเดือนที่เราสามารถนั่งชมดอกไม้และสีใบไม้ที่สวยที่สุด ท่ามกลางความเงียบสงบจากห้องขนาดเล็กในอาคารหลักได้

 

 

ช่วงเวลาพิเศษที่ต้นโดดันสึสึจิสวยที่สุด คือช่วงตะวันขึ้นและก่อนตะวันลับฟ้า แสงรำไรของดวงอาทิตย์ที่ส่องกระทบต้นไม้ ดูคล้ายสปอตไลต์ฉายมาที่นักแสดงเอก ส่งผลให้บรรยากาศภายในห้องมืดลง มองเห็นผู้ที่กำลังนั่งชมดอกไม้เป็นเพียงเค้าโครงสีดำ มีเพียงเหล่าต้นโดดันสึสึจิโดดเด่นท่ามกลางฉากกรอบบานประตู ดั่งภาพจิตรกรรมฝาผนัง แสดงให้เห็นถึงความเรียบง่าย แต่งดงามไร้ที่ติ

แม้ความงดงามของต้นโดดันสึสึจิ จะเป็นเพียงจุดชมบรรยากาศฤดูใบไม้ร่วงจุดเดียวที่ดึงดูดผู้คน แต่นอกจากจะเป็นจุดชมบรรยากาศแล้ว ห้องน้อยๆ แห่งนี้ยังพร้อมต้อนรับ และสร้างบรรยากาศให้เราได้นั่งคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้อื่น ระหว่างที่ชื่นชมสีสันสดใสอบอุ่น นั่งฟังเสียงลมพัดผ่านดอกและใบ
สีแดงที่ไหวเอน ไม่เพียงความสงบสุขและความประทับใจที่ได้รับ แต่อาจได้มิตรภาพกลับไปอีกด้วย

 

Area Info ;

 

 

高千穂峡

Takachiho Gorge

MIYASAKI

_

เดินป่า พายเรือ ยลใบไม้ ณ เมืองแห่งเทพเจ้า

 

 

ขึ้นชื่อว่าคีวชู ภูมิภาคทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ภาพทะเลสวยสดใส และอัธยาศัยร่าเริงดูแข็งขันของผู้คนก็พลอยลอยตามมา

คีวชู คือเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น และยังแบ่งพื้นที่ออกเป็นคีวชูเหนือ (Kita Kyushu) และคีวชูใต้ (Minami Kyushu) สถานที่ชมใบไม้แห่งที่สามของ KIJI ฉบับนี้ อยู่ที่หุบเขาทะกะชิโฮะ (Takachiho Gorge) เมืองทะกะชิโฮะ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดมิยะซะกิในคีวชูใต้นั่นเอง แทบทุกพื้นที่ของเมืองทะกะชิโฮะล้วนมีความเกี่ยวข้องกับตำนานเทพเจ้าในศาสนาชินโต โดยเฉพาะเทพีอะมะเตะระซุ เทพีแห่งแสงสว่างผู้เป็นที่มาของฉายาแดนอาทิตย์อุทัย รวมถึงเทพเจ้าอีกหลายองค์ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้สร้างตำนานกำเนิดประเทศญี่ปุ่น ทำให้การชมใบไม้ครั้งนี้เหมือนเราได้เข้าใกล้กลิ่นอายตำนานญี่ปุ่นไปด้วย

 

 

ว่ากันว่า หุบเขาทะกะชิโฮะเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟอะโซะ (Mt. Aso) และการกัดกร่อนจนกลายเป็นหุบเขาดังที่เห็นในปัจจุบัน ความเงียบสงบของบรรยากาศและความอบอุ่นของสีใบไม้ จะค่อยๆ เผยความงามของฤดูกาลตามแต่ละเส้นทาง หนึ่งในนั้นคือเส้นทางที่ทอดยาวไปสู่สะพานหินชิมบะชิ (Shinbashi Bridge) ขนาดเล็ก สำหรับข้ามหุบเขาที่มีแม่น้ำสายเล็กไหลผ่าน หากละสายตาจากแม่น้ำตรงหน้าแหงนมองฟ้า ก็จะเห็นอีกสองสะพานข้ามฝั่งอยู่เหนือศีรษะขึ้นไป นั่นคือสะพานเหล็กทะกะชิโฮะโอฮะชิ (Takachiho Bridge) และสะพานคอนกรีตชินโตะทะกะฮะชิโฮะโอฮะชิ (Shinto Takachiho Bridge) ซึ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ภายหลัง และสามารถข้ามฝั่งได้ไกลกว่าเดิม จนบริเวณแห่งนี้ถูกเรียกว่า สามชั้นสะพานทะกะชิโฮะ (Takachiho Three Stage Bridge) ความสวยงามของสะพานท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีนั้น ถูกออกแบบและสร้างได้สอดคล้องกับธรรมชาติอย่างลงตัว ยิ่งถ้ามีโอกาสยืนอยู่บนทั้งสองสะพาน อาจทำให้เห็นภาพสีส้มอมเหลืองของต้นไม้ใบหญ้าได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

 

 

เดินลึกเข้าไปอีกไม่ใกล้ไม่ไกล จะยิ่งได้ยินเสียงน้ำตกชัดเจนขึ้น จนกระทั่งเดินมาถึงจุดชมทิวทัศน์ที่เป็นพระเอกของสถานที่แห่งนี้ นั่นคือบริเวณน้ำตกมะนะอิโนะทะกิ (Manai no Taki Falls) ที่มีความสูงถึง 17 เมตร อีกบริเวณหนึ่งที่ลาวาจากการระเบิดของภูเขาไฟ กัดกร่อนจนเกิดหุบเขารูปตัววี มีแม่น้ำโกะกะเซะคะวะ (Gokase-gawa River) ไหลผ่าน จากบนสะพานเราสามารถมองเห็นแม่น้ำสีมรกตและใบไม้เปลี่ยนสีขึ้นเบียดเสียดกันเต็มพื้นที่ ไปจนถึงเหล่ามอสส์ เฟิร์น หรือพันธุ์พืชที่เกาะตามหินผา

 

 

ริมแม่น้ำมีเรือขนาดเล็กคอยให้บริการ แต่ละลำสามารถพายไปสัมผัสน้ำตกอย่างใกล้ชิดในระยะที่ปลอดภัยได้ด้วยตัวเอง เชื่อกันว่าน้ำตกนี้คือสิ่งที่เทพเจ้ามอบให้เป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ แก่หุบเขาแห่งนี้ ขณะที่พายเรือเล่น ถ้าเราโชคดีอาจจะมีโอกาสได้เห็นเป็ดน้อยว่ายน้ำหาปลาอยู่ใกล้ๆ เมื่อมองขึ้นไปจะพบว่าตัวเราขณะนี้กำลังถูกโอบล้อมด้วยสีส้มเหลือง ท่ามกลางหุบเขาสูงและเสียงสายน้ำไหล หากพายเรือพาตัวเองไปตามจุดต่างๆ ที่เรือเข้าถึงได้ คว้ากล้องขึ้นเก็บภาพความประทับใจและซึมซับบรรยากาศใหม่ๆ ไปพร้อมกัน โดยเฉพาะช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนกันยายน ยังมีโอกาสได้เห็นการจัดแสงไฟอิลลูมิเนชันบริเวณน้ำตกแห่งนี้อีกด้วย

การชมใบไม้ครั้งนี้ที่ไม่ได้มีเฉพาะความงาม แต่ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับตำนาน และประวัติศาสตร์ที่สำคัญของศาสนาและประเทศญี่ปุ่น นับว่าเป็นการชมใบไม้ที่ได้ศึกษาประวัติอันน่าค้นหาของประเทศนี้ไปพร้อมๆ กัน

 

Area Info ;

นักเขียน : Kiji

เขียนโดยทีมงาน Kiji

LIKE & SHARE

ชอบเรื่องนี้จนต้องบอกต่อ