สำหรับ KIJI สัปดาห์นี้ เรายังคงอยู่กันต่อกับฮันนี่และการตามหาร้านซูชิระดับพรีเมี่ยมเด็ดๆในกรุงเทพฯ ซูชิแต่ละคำของทุกร้านที่ฮันนี่เลือกมาถูกรังสรรค์ด้วยฝีมือเชฟชาวญี่ปุ่น เราสามารถเอื้อมถึงได้ในงบ 1,500 บาทเท่านั้น ในฉบับนี้ฮันนี่เลือกร้านซูชิเพิ่มมาอีก 3 ร้าน แม้ไม่ใช่ร้านที่เคยออกรายการโทรทัศน์หรือเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนไทย แต่ทั้ง 3 ร้านกลับไม่เคยเงียบเหงาเลย ด้วยคุณภาพ รสชาติ และเทคนิคลีลาการปั้นที่ไม่เป็นรองร้านซูชิอื่นๆ ที่มีชื่อเสียงสักนิดเลย จึงมีลูกค้าส่วนใหญ่หรือมากกว่าครึ่งเป็นคนญี่ปุ่นที่อาศัยในประเทศไทย
 
ใครที่พลาดไม่ได้อ่าน ‘Premium Sushi กินได้ด้วยเงิน 1,500 บาท ตอนแรก’ ก็ไม่ต้องเสียใจนะคะ สามารถตามไปอ่านเก็บตกทางเว็บไซต์ได้เช่นเดียวกับ KIJI ฉบับอื่นๆก่อนหน้านี้แบบออนไลน์กันฟรีๆ กันได้ที่ www.kiji.life ได้เลยนะจ๊ะ
 
ส่วนใครที่ลองไปชิมตามร้านที่ฮันนี่แนะนำไปแล้วในคอลัมน์ฉบับก่อน ก็มาแชร์ประสบการณ์และเรื่องราวประทับใจกันได้ทาง Facebook KIJI THAILAND กันได้นะ
 

HIDDEN SUSHI RESTAURANTS

ในสัปดาห์นี้ฮันนี่จะพาทุกคนไปรู้จักอีก 3 ร้านซูชิดีๆที่เพื่อนคนญี่ปุ่นของฮันนี่แนะนำมา ร้านเหล่านี้อาจจะไม่คุ้นตาและหาเจอได้ยากอยู่สักหน่อย เพราะซ่อนตัวอยู่ในตรอกซอกซอยและต้องเจาะจงไปที่ร้านโดยเฉพาะถึงจะหาเจอ เหมือนกับไข่มุกที่ซ่อนตัวอยู่ในเปลือกหอยขรุขระเพื่อรอคอยการค้นพบ

 

 

DON

ดน
 
ถ้าพูดถึงร้านซูชิระดับพรีเมี่ยมที่โด่งดังมากในหมู่คนญี่ปุ่นที่อาศัยในกรุงเทพมหานครแล้ว คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักร้านดนแห่งนี้ แม้ว่าร้านนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในหมู่คนไทย เพราะลูกค้ากว่าครึ่งของร้านเป็นคนญี่ปุ่นที่มักมาเจรจาตกลงธุรกิจและรับประทานอาหารไปพร้อมๆกัน เพราะฉะนั้นเรื่องรสชาติและคุณภาพ ต้องเป็นรสชาติต้นตำรับที่แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ให้การยอมรับ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของร้านแห่งนี้คือ เชฟซูชิอะกิระ โฮะซะกะ (Akira Hosaka) ด้วยประสบการณ์ด้านการทำซูชิมายาวนานกว่า 32 ปี ที่เขาเริ่มสั่งสมมาตั้งแต่วัยเพียง 16 ปี จากการทำงานที่ร้านซูชิในเมืองโตเกียว ไปจนถึงการเปิดร้านซูชิเป็นของตัวเองที่จังหวัดยะมะนะชิ (Yamanashi) เขาจึงมีสไตล์การปั้นซูชิเป็นแบบเอะโดะมะเอะท้องถิ่นของโตเกียว ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกในปัจจุบัน

 

 

ซูชิและมะกิ (ข้าวห่อสาหร่าย) ของร้านดนแห่งนี้มีเพียง 2 ราคาเท่านั้น คือราคา 99 บาทและ 120 บาท สำหรับซูชิและมะกิราคา 99 บาทต่อคำ/ต่อมะกิ มีให้เลือกมากถึง 22 ชนิด ตั้งแต่หน้าที่เรารู้จักกันดีอย่างไข่ปลาแซลมอน ไข่หวาน หมึกยักษ์ กุ้งหวาน ไปจนถึงหน้าที่เรามักไม่ค่อยเห็นกันบ่อยอย่างมะกิไส้บ๊วยดองและใบชิโซะ มะกิไส้ผักโกะโบ ซูชิหน้าเนื้อปูซูไว และซูชิหน้าไข่ปลาเมนไตโกะ ที่ไม่ได้มีเสิร์ฟตามร้านซูชิทั่วไปในกรุงเทพฯ ก็มีให้สั่งได้ที่ร้านนี้
 
แล้วถ้าขยับราคาเพิ่มขึ้นอีกหน่อยเป็น 120 บาทต่อคำ/ต่อมะกิ เราก็สามารถกินซูชิและมะกิหน้าพรีเมี่ยมในราคาสมน้ำสมเนื้อ ไม่ว่าจะเป็น โอโตะโระที่มีทั้งแบบสดและแบบลนไฟ (Aburi) ไข่หอยเม่น ปลาไหลอะนะโงะ ปลาไหลอุนะงิ เนะงิโอะโตะโระมะกิ โทะโระตะกุมะกิ (Torotaku Maki) แม้แต่ซูชิหน้าเนื้อวัววะกิวลนไฟกับหน้าเนื้อบะซะชิ (Basashi) เนื้อม้าสด ก็มีให้สั่งมากินกันได้อย่างจุใจ
 
แต่ถ้าจะให้คุ้มจริงๆควรสั่ง ‘KIJI Special Sushi Set’ ที่มีซูชิถึง 11 คำและอีกหนึ่งเนะงิ โอะโตะโระมะกิ เมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าบริการทุกอย่างแล้ว ราคาก็จะเกินงบของเราไปนิดหน่อย แต่ทางร้านดนก็ใจดีสุดๆ ลดราคาให้ฮันนี่และผู้อ่านของ KIJI โดยเฉพาะเหลือเพียง 1,500 บาทถ้วนตามงบกันไปเลย

 

พิเศษสุดในเดือนสิงหาคมนี้ ใครที่ชอบกินปลาไหลอุนะงิไม่ควรพลาด เพราะเป็นเดือนแห่ง Unagi Festival ตั้งแต่วันที่ 1-31 สิงหาคมนี้ เราสามารถรับประทานเมนูจากปลาไหลน้ำจืดในราคาพิเศษได้มากกว่า 10 เมนู อย่างข้าวปลาไหลห่อไส้อะโวคาโด-ครีมชีส-ไข่หวาน เนื้อปลาไหลย่างจนหอมและทาด้วยซอสรสเค็มๆหวานๆ ก่อนถูกวางบนข้าว เข้ากันได้ดีสุดๆ กับความหอมมันจากครีมชีสและจากอะโวคาโด มีถึง 4 คำใน 1 จาน จากปกติราคา 480 บาท ลดเหลือ 336 บาทเท่านั้นเอง
 
แต่ถ้าใครไม่อยากกินครีมชีส ฮันนี่ขอแนะนำให้สั่งข้าวห่อสาหร่ายไส้ปลาไหลกับแตงกวา รสชาติสดชื่น กินเท่าไหร่ก็ไม่เลี่ยน ในราคาพิเศษจาก 120 บาท ลดเหลือ 84 บาท และซูชิหน้าปลาไหลที่ปกติราคาคำละ 120 บาท ตอนนี้ก็ลดเหลือ 84 บาท ยังไม่หมดแค่นี้ ยังมีปลาไหลย่างซีอิ๊ว บะหมี่เย็นหน้าปลาไหล ปลาไหลกับวะกะเมะและแตงกวายำน้ำส้ม ปลาไหลทอดเท็มปุระ ข้าวหน้าปลาไหล ปลาไหลและเต้าหู้ต้มซีอิ๊ว และไข่ม้วนไส้ปลาไหล ในราคาสุดพิเศษตลอดทั้งเดือนสิงหาคมนี้เช่นกัน ฮันนี่ขอบอกเลยว่าถ้าพลาดแล้วจะเสียใจนะจ๊ะ
 
*โปรโมชั่น KIJI Special Sushi Set หมดเขต 3 ก.ย. 60
 
_
 
Restaurant Info :
Tel: 02-714-3003
Address: 23/1 Soi Ekkamai 12, Sukhumvit 63 Rd.
Opening Hours: 17:00-1:00 (L.O.24:00)
 
 
 
Sushi Fact → ขิงดองควรกินตอนไหน?

 

 

ขิงดองหรือกะริ (Gari) ในภาษาญี่ปุ่น เป็นเครื่องเคียงที่มักเสิร์ฟคู่กับซูชิทั้งแบบทั่วไปและ Omakase หน้าที่หลักของขิงดองคือ ช่วยทำความสะอาดลิ้นหลังจากกินซูชิในแต่ละคำ เพื่อล้างรสชาติของซูชิคำก่อนหน้าที่กลืนลงไป ให้ลิ้นเตรียมพร้อมลิ้มรสคำใหม่ เพราะฉะนั้น เราควรกินขิงดองหลังซูชิทุกคำหรือกินเมื่อจะกินปลาชนิดใหม่ แล้วขิงดองยังช่วยตัดเลี่ยนได้ดีอีกด้วย แต่สิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาดเวลากินขิงดองคือ นำไปจิ้มกินกับโชยุเปล่าๆ หรือกินพร้อมกับซูชินะจ๊ะ

 

 

KITAROU SUSHI

คิทาโร่ ซูชิ
 
ร้านคิทาโร่ ซูชิ เป็นอีกหนึ่งร้านซูชิที่มีต้นกำเนิดจากโอซาก้า ด้วยความมุ่งมั่นที่อยากให้ทุกคนได้กินอาหารดีๆ ที่ไม่ใช่แค่ซูชิอย่างเดียวในราคาไม่แพงและรสชาติอร่อยดีเยี่ยมไม่แพ้ร้านอาหารหรูหรา ทำให้ผู้ที่มารับประทานเกิดความประทับใจและอิ่มเอมใจจากทั้งอาหารและบริการที่จริงใจ ลูกค้าจึงอยากกลับมาที่ร้านแห่งนี้อีกเรื่อยๆ
 
อย่างเชต Omakase ของร้านนี้ก็ราคาไม่แพงจริงๆค่ะ เราจะหาซูชิ Omakase 10 ชิ้น ที่ปั้นสดใหม่คำต่อคำเมื่อมีลูกค้าสั่งเท่านั้นในราคา 600 บาท ได้ที่ไหนอีกบ้าง และยังมีที่ราคาถูกลงไปกว่านี้อีก ถ้าสั่งซูชิ Omakase 8 ชิ้น ก็แค่ 480 บาท หรือถ้าไม่หิวมากก็สั่ง Omakase 6 ชิ้น ในราคา 380 บาทยังได้เลย แล้วถ้าใครอยากสั่งแต่ซูชิหน้าที่ตัวเองชอบมากินโดยเฉพาะ ก็สามารถเลือกสั่งซูชิแบบนิงิริ (Nigiri) ที่ทุกหน้าราคา 120 บาทเท่ากันหมด และไม่ได้มีแค่คำเดียว แต่มีให้ถึง 2 คำ จะสั่งหน้าปลาฮมมะกุโระ ไข่หอยเม่น ไข่ปลาแซลมอน กุ้งหวาน หรือหน้าอื่นๆ รวมทั้งหมด 50 หน้าให้เลือกสั่งกันจนตาลายก็ราคาเดียว แต่ที่ฮันนี่อยากให้ทุกคนลองสั่งมาชิมดูสักครั้งก็คือซูชิหน้าไข่หวานเพราะเขาใช้ไข่ไก่จากจังหวัดโออิตะ (Oita) ที่ไม่เหมือนกับซูชิหน้าไข่หวานของร้านไหนๆ เพราะข้าวจะถูกไข่ห่อม้วนเอาไว้ข้างในแทนและเนื้อไข่มีสีที่ส้มกว่า

 

 

ด้วยสไตล์การปั้นซูชิที่ไม่เหมือนร้านส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ หลายๆคนอาจยังไม่รู้จักสไตล์การปั้นที่ชื่อว่า “ชะริโกะมะ” ความหมายตรงตัวก็คือ “ชะริ” แปลว่า “ข้าว” และ “โกะมะ” แปลว่า “เล็ก” รวมเป็นการปั้นสไตล์ “ข้าวเล็ก” แต่ไม่ได้หมายความว่าใช้ข้าวพันธุ์เมล็ดเล็กพิเศษมาปั้นเป็นซูชิหรอกนะคะ จริงๆแล้วซูชิสไตล์นี้ ในแต่ละคำจะมีปริมาณข้าวน้อยกว่าซูชิแบบอื่นๆ ทีแรกฮันนี่ก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมต้องใส่ข้าวน้อยกว่าปกติ เลยได้รู้จากเชฟซูชิของทางร้านว่าสาเหตุที่แท้จริงคือ ทางร้านอยากให้ลูกค้าได้กินอาหารหลากหลาย หากใส่ข้าวเยอะกินแล้วอาจจะทำให้อิ่มเร็ว ก็น่าเสียดายที่ลูกค้าสามารถอร่อยกับซูชิได้เพียงไม่กี่คำเท่านั้น
 
สำหรับใครที่กังวลว่าเป็นข้าวปั้นสไตล์ “ข้าวเล็ก” แล้ว ปริมาณของหน้าซูชิจะเล็กลงตามไปด้วย ฮันนี่ขอการันตีเลยค่ะ ว่ามีแต่ข้าวที่ลดปริมาณลง ส่วนหน้าซูชิยังคงปริมาณเดิม หายห่วงกันได้เลยค่ะ

 

_
 
Restaurant Info :
 
Thong Lo
Tel: 02-106-2466
Address: 161/2 Soi Thong Lo 9, Sukhumvit Rd.
Opening Hours: 18:00-3:00 (L.O.2:30) Closed: Mon.
 
Prompong
Tel: 02-665-6066
Address: 12/7-8 Soi 26 Sukhumvit Rd.
Opening Hours: 18:00-3:00 (L.O.2:30) Closed: Mon.
 
 
 
Sushi Fact → ซูชิจำเป็นจะต้องจิ้มโชยุทุกคำไหม?

 

น้ำจิ้มถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารไทยอาหารแทบทุกประเภท ทั้งย่าง ลวก ทอด ไล่เรียงไปจนถึงผลไม้สด ก็ยังต้องหาอะไรสักอย่างมาจิ้มเพิ่มรสชาติ คนไทยส่วนใหญ่จึงมักมีนิสัยติดจิ้ม ถึงขั้นที่ว่า ถ้าจานไหนไม่มีน้ำจิ้มมาให้ ก็จะยกมือขอพนักงานเพิ่มก็มี เวลาไปกินอาหารญี่ปุ่นเมื่อไหร่ ก็มักจะรินโชยุเตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนอาหารจะมาถึงโต๊ะเสียอีก
 
อันที่จริงแล้วไม่ใช่ซูชิทุกคำที่ต้องนำไปจิ้มโชยุก่อนกิน เพราะซูชิบางประเภทเชฟจะทาซอสมาให้เรียบร้อยก่อนเสิร์ฟให้ลูกค้าแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องจิ้มโชยุอีก สามารถกินได้ทันที ส่วนใหญ่มักจะเป็นซูชิประเภท Omakase เพราะฉะนั้น ถ้าไปร้านซูชิแล้วไม่เจอโชยุตั้งอยู่บนโต๊ะ ก็ไม่ต้องตกใจกันไปนะ

 

 

SUSHI JUBAN

ซูชิ จูบัน
 
ร้านสุดท้ายในการออกตามหาร้าน Premium Sushi ในครั้งนี้ เป็นร้านที่ค่อนข้างจะลึกลับสักหน่อย เพราะอยู่ในซอยย่อยเล็กๆที่ถ้าไม่จงใจมาร้านนี้โดยเฉพาะแล้วละก็คนทั่วไปก็คงแทบไม่ได้เดินผ่านหน้าร้านแล้วลองเข้าไปสั่งอาหารของร้านนี้แน่นอน จากที่ฮันนี่ได้คุยกับเชฟโยะจิ โคะบะยะชิ (Yoji Kobayashi) ที่เป็นเชฟประจำร้านนี้ ก็ได้รับการยืนยันมาว่าลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นคนญี่ปุ่นหรือถ้ามีลูกค้าคนไทยก็มักจะมากับคนญี่ปุ่น หรือมีคนญี่ปุ่นแนะนำมาอีกที ฮันนี่เองก็รู้จักร้านนี้เพราะว่ามีเพื่อนคนญี่ปุ่นแนะนำให้ลองมากินซูชิกับวะระยะกิ (Warayaki หรือ Straw Grill) หรือเนื้อย่างด้วยฟางข้าวสไตล์ญี่ปุ่น ก็เป็นอีกหนึ่งเมนูของทางร้านที่อยากแนะนำไม่แพ้ซูชิเลยละค่ะ เพราะเป็นเมนูที่มีเสิร์ฟอยู่เพียงไม่กี่ร้านในกรุงเทพฯ เท่านั้น

 

 

สำหรับเมนูที่ฮันนี่เลือกมาแนะนำคราวนี้คือ Omakase 8 ชิ้น ราคา 980 บาท ทางร้านใช้ปลาและของทะเลนำเข้าจากญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ แต่จะใช้ปลาฮมมะกุโระจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อเชฟได้ปลาฮมมะกุโระมาแล้ว จะนำเนื้อปลาบางส่วนไปทำ มะกุโระสึเกะ (Makurotsuke) ที่เป็นซูชิหน้าขึ้นชื่อ โดยดองเนื้อปลาในโชยุประมาณ 2-3 วัน จนเนื้อปลาเข้มเป็นสีน้ำตาล จากนั้นพักทิ้งไว้ให้แห้ง ก่อนนำไปแล่เป็นคำสำหรับทำซูชิและเสิร์ฟพร้อมยุซุโคะโช (เปลือกส้มรสเผ็ด)
 
ไข่หวานของร้านนี้จะมีเนื้อสัมผัสที่ไม่เหมือนใคร เพราะเนื้อไข่เบาและฟูคล้ายกับเนื้อชิฟฟอนเค้กยังไงยังงั้นเลยละค่ะ กินแล้วเพลินมาก นอกจากนี้ซูชิหน้าอื่นๆก็มีขนาดหน้าค่อนข้างใหญ่เลยละ อย่างหน้าหอยโฮะตะเตะก็ใช้หอยทั้งตัวมาทำเป็นหน้าซูชิคำเดียวเลยเชียวนะ

 

 

นอกจากเรื่องอาหารแล้วร้านนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องเหล้าญี่ปุ่นอย่างมาก ทั้งเชฟและพนักงาน ต่างก็มีความรอบรู้เรื่องเหล้าญี่ปุ่นและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอย่างดี สามารถแนะนำลูกค้าได้ว่าอาหารประเภทไหนเหมาะจะสั่งมากินคู่กับเครื่องดื่มอะไรเพื่อให้ได้อรรถรส เชฟโคะบะยะชิแนะนำฮันนี่ว่า ดื่มนิฮงชู (ไวน์ข้าวญี่ปุ่น) จะเข้ากันกับซูชิมากที่สุด เพราะซูชิและนิฮงชูมีส่วนประกอบสำคัญเป็นข้าว ทำให้รสชาติกลมกลืนกันได้ดีเมื่อกินคู่กัน หรือถ้าใครไม่ชอบไวน์ข้าวก็ยังมีไวน์องุ่นขาวเป็นตัวเลือกที่ดีเหมือนกัน แต่ควรสั่งไวน์องุ่นขาวที่มีรสชาติอ่อน เพื่อจะได้ไม่กลบรสของซูชิจะดีที่สุด
 
_
 
Restaurant Info :
Tel: 02-258-2813, 063-225-4115
Address: 120/26 Soi 23, Sukhumvit Rd.
Opening Hours: 17:30-23:30 (L.O.23:00) Closed: Mon.

 

 

ติดตามร้านซูชิ พรีเมียม อีก 3 ร้านที่เหลือได้ที่นี่

นักเขียน : Worarat Sombatjinda (Honey)

LIKE & SHARE

ชอบเรื่องนี้จนต้องบอกต่อ