สารบัญ

 

AU THANAKORN

การเดินทางของ อู๋ ธนากร โปษยานนท์

ชื่อของ อู๋ ธนากร โปษยานนท์ มักถูกจดจำในฐานะพระเอกละครโทรทัศน์มากฝีมือที่ฝากผลงานเอาไว้ในความทรงจำของผู้ชมทั่วประเทศเป็นเวลายาวนานกว่าทศวรรษ แต่มีเพียงน้อยคนที่ทราบว่า นอกเหนือไปจากบทบาทของงานด้านการแสดงเบื้องหน้าแล้ว ผู้ชายอารมณ์ดีคนนี้ยังเป็นคนที่มี Passion และความถนัดด้านอื่นๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นฝีมือการทำอาหาร ทั้งอาหารไทย และอาหารญี่ปุ่น จนถึงขั้นที่ตัวเขาเองได้เปิดกิจการร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อ Kyoto Yoshino มาแล้ว และคุณอู๋ยังเป็นคนที่หลงใหลการเดินทางอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ถึงขนาดที่ว่าได้ตำแหน่งเป็นทูตการท่องเที่ยวจังหวัดอาคิตะประจำประเทศไทยคนแรกเลยทีเดียว

เมื่อโอกาสที่ประจวบเหมาะเดินทางมาถึง KIJI จึงไม่รอช้าที่จะร่วมสนทนา เพื่อค้นหาที่มาของ Passion ในการทำงานที่หลากหลาย จุดเริ่มต้นของความรักในประเทศญี่ปุ่น และการเดินทางก้าวต่อไปของคุณอู๋ ธนากร โปษยานนท์

 

 

Q. อยากให้เล่าถึงที่มาของการได้เป็นทูตการท่องเที่ยวจังหวัดอาคิตะ

ที่เขาเลือกเรา เพราะว่าเราทำสลัดมันบดอร่อย (หัวเราะ) คือจริงๆ หุ้นส่วนของเรา เขาเป็นหนึ่งในคนที่ทำให้เกิดร้าน Kyoto Yoshino ขึ้นมา แต่ว่าตอนนั้นเขายังทำร้านนี้อยู่ที่ Isetan ชั้น 6 Central World น่ะ เจ้าของร้านเขาเป็นพ่อของหุ้นส่วนของเรา คุณพ่อเขาเป็นคนจังหวัดอาคิตะ เป็นที่ปรึกษาการท่องเที่ยวจังหวัดอาคิตะ ตอนนั้นเขากำลังหาคนที่จะเป็นทูตการท่องเที่ยวประจำจังหวัดในประเทศไทยอยู่ วันหนึ่งเขาก็ได้มากินสลัดมันบดของร้านที่พี่ทำ ปรากฏว่าเขาชอบ มาทำความรู้จักกับเรา จากนั้นก็ไปถามคนรอบตัวว่า อู๋ ธนากร ดังไหม พอรู้ว่ามีคนรู้จักเราประมาณหนึ่ง เขาเลยเลือกให้เราเป็นทูตการท่องเที่ยว

 

Q. จังหวัดอาคิตะขึ้นชื่อเรื่องสลัดมันบดด้วยหรือ

เขากินแล้วเขานึกถึงจังหวัดอาคิตะมากกว่า เป็นรสชาติที่ทำให้เขานึกถึงบ้านเกิด เขาบอกว่าทำอร่อยกว่าญี่ปุ่นบางคนทำอีก สลัดมันบดน่ะ ความยากของมันก็คือต้องระวังไม่ให้มันเละจนเกินไป หลายคนกินมันบดปกติ ก็จะชอบ Texture แบบเละๆ หน่อย เนื้อมันต้องเนียน แต่ว่าสลัดมันบดของเรามันจะทิ้ง Texture ของมันฝรั่งเอาไว้บ้าง เราไม่ทำให้มันละเอียดขนาดนั้น แล้วเราก็จะมีส่วนผสมลับใส่ลงไปด้วย บอกไม่ได้หรอก (หัวเราะ) พอเขาได้กิน เขาก็ชอบ และทำให้นึกถึงสลัดมันบดที่เขาเคยกินตอนเด็กๆ

 

Q. ได้เป็นทูตการท่องเที่ยวมานานหรือยัง

ปีเดียวครับ จริงๆ เขาเพิ่งมีขึ้น เพราะว่าอาคิตะมันเป็นเมืองเล็กๆ แล้วเขาเป็นที่ปรึกษาทางการท่องเที่ยว เหมือนเขาอยากจะลองทำก่อน อยากจะให้คนไทยรู้จักอาคิตะมากขึ้น ปีต่อไปเขาอาจจะใช้วัยรุ่นมากขึ้น เพื่อดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มวัยรุ่น งานของเราก็คือไปเที่ยว ไปแนะนำให้คนรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวและวัฒนธรรมต่างๆ ของจังหวัดเขา

 

 

Q. คนไทยส่วนมากจะรู้จักแค่โตเกียว โอซาก้า ฮอกไกโด มันเป็นการยากหรือเปล่าที่จะแนะนำจังหวัดที่พวกเขาไม่คุ้นเคยอย่างอาคิตะ

ตอนเราไปแล้วเราก็รู้สึกว่า จังหวัดเขามีเอกลักษณ์ มีจุดเด่นของเขา ซึ่งมันก็ช่วยให้การทำความรู้จักเป็นไปได้ง่ายขึ้น เวลาเราไปแนะนำจังหวัดนี้ เราก็จะถามว่ารู้จักหมาอาคิตะไหมล่ะ นั่นแหละ มาจากเมืองอาคิตะ แล้วพอเราไปเห็นแหล่งท่องเที่ยว เทศกาลต่างๆ เรารู้เลยว่าเขาโปรโมตได้ด้วยตัวเองเลย ออนเซ็นอายุกว่าสามร้อยปีของเขาติด Top 5 ของญี่ปุ่นเลยนะ หากไปแช่ออนเซ็นที่โตเกียวหรือจังหวัดอื่น คุณไม่มีทางลงไปแช่แล้วเห็นใบไม้เปลี่ยนสีอยู่ตรงหน้าได้ คุณไม่มีทางได้เห็นหิมะทั้งภูเขาขณะกำลังแช่น้ำอยู่ได้ หลายคนพอนึกถึงออนเซ็นก็จะนึกถึงอาคิตะเป็นอันดับต้นๆ

 

Q. เทศกาลที่โด่งดังของจังหวัดอาคิตะมีอะไรบ้าง

มีเยอะมาก อย่างเช่นหน้าร้อน เขาจะมีงานดอกไม้ไฟ งานดอกไม้ไฟของอาคิตะนี่ถือว่าใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น คนจะมาเป็นล้านเลย งานดีมากๆ เราได้มีโอกาสไปมาช่วงชมซากุระ งานชมซากุระถือว่าเป็นงานเล็กมาก แต่คนก็มากันเต็ม แค่นั้นก็สวยมากแล้วนะ ต้องได้ไปสักครั้งจริงๆ ส่วนงานดอกไม้ไฟ คนทำดอกไม้ไฟของงานนี้ไม่ใช่เฉพาะคนญี่ปุ่นนะ แต่ว่ามาจากทั่วทั้งโลก เป็นงานระดับ International แล้วดอกไม้ไฟบางเจ้าของคนญี่ปุ่น เขาทำมาแล้วร้อยกว่าปี ไม่เคยดูพลุที่ไหนแล้วสวยขนาดนี้มาก่อน

 

Q. หลังจากได้ไปเห็นอาคิตะคุณมีโอกาสถ่ายทอดความงามของจังหวัดนี้ให้คนไทยเห็นผ่านช่องทางไหนบ้าง

ก็ผ่าน Instagram แล้วก็ผ่านรายการของเราครับ เป็นรายการท่องเที่ยว ช่วงสองครั้งแรกเราไปถ่าย จะถ่ายเป็นซีรีส์ แล้วก็มาเผยแพร่ใน  YouTube แล้วก็ไปตามจุดท่องเที่ยวของอาคิตะทั้งหลาย ชื่อซีรีส์ว่า รัก ณ อาคิตะ

 

 

 

Q. ส่วนตัวคุณเริ่มมี Passion กับประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่เมื่อไหร่

ตั้งแต่เด็กๆ เลย เราชอบดูการ์ตูนญี่ปุ่น ดูโดเรม่อน หลังจากนั้นอะไรที่มีความเป็นญี่ปุ่นก็ชอบไปหมด จำได้ว่าอ่านโดเรม่อนเล่มแรกก็คือเล่มที่สองที่ตีพิมพ์ในไทย หลังจากนั้นก็ติดเลย

 

Q. แล้วนอกจากการเป็นทูตกับการทำซีรีส์ มีอะไรที่เราอยากทำในอนาคตเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นอีกบ้าง

อยากไปทำร้านอาหารไทยในญี่ปุ่น เรามั่นใจในฝีมือการทำอาหารไทยนะ แต่การไปทำอาหารไทยที่นั่นก็ต้องปรับเปลี่ยนอะไรเล็กๆ น้อยๆ บ้าง เพราะคนญี่ปุ่นอาจจะสู้รสจัดจ้านไม่ได้เท่าเรา ทีนี้มันมีร้านอาหารไทยฟิวชั่นที่ดังมากในญี่ปุ่น ร้านอาหารไทยแท้ๆ ที่ญี่ปุ่นก็มี ดังมากเช่นกัน แต่ก็เป็นร้านเล็กๆ ไม่ใหญ่โต คนญี่ปุ่นชอบอาหารไทยนะ แต่ก็มีเรื่องต้องระวังหลายอย่าง เช่น ผักชี คนญี่ปุ่นหลายคนชอบผักชีมาก หลายคนก็เกลียดมากเพราะกลิ่นมันแรง

 

 

Q. ประสบการณ์การทำร้านอาหารครั้งแรกเป็นไปได้ด้วยดีหรือเปล่า

ก็โอเคนะครับ คือด้วยอาหารของเรามันไม่เหมือนคนอื่นเท่าไหร่ เราเป็นพิซซ่าญี่ปุ่นเฉพาะทางไปเลย มันขายได้และแตกต่างด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ซึ่งสูตรดั้งเดิมของเรามาจากเกียวโต ชื่อร้านก็คือ เกียวโต โยชิโนะ จริงๆ ร้านนี้ที่เกียวโตเป็นป้าคนหนึ่งในร้านเล็กๆ มีเตาเดียว แต่คนต่อแถวยาวมากๆ ป้าแกก็ทำคนเดียว เราไปได้สูตรแกมา จะเอาเงินไปจ่ายป้า ป้าก็ไม่เอา จะเชิญป้ามาเมืองไทยให้มาทำร้านด้วยกัน ก็ไม่มาอีก ก่อนกลับไทยป้าแกก็เอาสูตรมาให้เพิ่ม ป้าใจดีมากๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมป้าไม่หวงสูตรเลย

 

Q. ความยากของการทำร้านอาหารคืออะไร

สำหรับเราคือการควบคุมทรัพยากรคน คนที่ทำงานจะต้องเป็นคนที่เราไว้ใจจริงๆ แล้วก็จะอยู่กันได้ยาว เราไม่อยากจะขยายร้านมาก เพราะจะควบคุมคุณภาพของร้านได้ลำบาก เรารักษาคุณภาพเรื่องของรสชาติและบริการให้ดีจะเหมาะสมกว่า ต่อให้สูตรอาหารยังเป็นสูตรเดิม ชั่งตวงเป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว แต่หากเปลี่ยนพ่อครัวรสชาติก็เปลี่ยนไป มันเป็นเรื่องของรสมือด้วย เรื่องอุณหภูมิไฟ รายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ ผัดไฟไม่เท่ากันรสชาติก็ออกมาไม่เหมือนกัน Texture ของผักก็ไม่เหมือนกัน ความเล็ก ความกรอบ ต่างๆ นานา  จริงๆ ร้านนี้เหมือนโรงเรียน บางคนเข้ามาเพื่อจำสูตรแล้วก็ออกไปเปิดร้านของตัวเอง บางคนก็อยู่กับเรายาว เราก็สนับสนุนทั้งสองแบบ

 

Q. ร้าน Tokyo Yoshino เปิดมานานแค่ไหนแล้ว

ปีนี้ปีที่สาม แต่เราไม่มีแพลนจะขยายสาขา เพราะมันควบคุมคุณภาพลำบาก คุณภาพทั้งวัตถุดิบเราก็ต้องสั่งมาจากญี่ปุ่น แป้ง ซอส บางอย่างมันใช้ของไทยได้ แต่บางอย่างที่มันเป็นเอกลักษณ์ของเค้า เราก็ต้องสั่งจากที่นั่น อย่างเช่นซอสยากิโซบะ เมืองไทยไม่มี เราต้องใช้ของเขาเท่านั้น  

 

 

Q. นอกจากเกียวโต มีจังหวัดไหนในญี่ปุ่นที่อยากไปแต่ยังไม่มีโอกาสไปไหม

อยากไปฮอกไกโด ฮอกไกโดก็มีเล่นสกีเหมือนอาคิตะ อากาศหนาวเหมือนกัน บางทีก็หนาวถึงติดลบ 24 องศา และลานสกีของเค้า เป็นลานที่คัดเลือกนักกีฬาที่จะไปแข่งโอลิมปิกฤดูหนาว คือเค้ามี Hidden อะไรเยอะแยะที่คนไทยไม่รู้ ข้าวก็ดีสุดในญี่ปุ่น สาเกก็ถือว่าอร่อยที่สุด เพราะว่าหิมะมันเยอะ พอหิมะเยอะ น้ำก็เยอะ น้ำดีทำให้ข้าวดี พอข้าวดี สาเกก็ดีตาม

 

Q. การท่องเที่ยวระดับภูมิภาคของเมืองไทยสามารถเรียนรู้อะไรจากการท่องเที่ยวจังหวัดอาคิตะได้บ้าง

อาคิตะเนี่ย นอกเหนือจากที่ท่องเที่ยวแล้ว การศึกษาของเขายังถือเป็น Top 5 เช่นกัน ทั้งระดับอุดมศึกษา ทั้งประถม ทั้งมัธยม เขาส่งเด็กของเขาแข่งทั่วประเทศ ติดหนึ่งในห้าตลอด ตอนนี้สิ่งที่เขาทำกันอยู่ก็คือนักเรียนแลกเปลี่ยนอาคิตะกับไทย มีทั้งแบบไปเป็นนักเรียน และไปอยู่ Farm Stay แล้วแต่โปรแกรมที่เขาจัดไว้ บางกลุ่มก็อยู่โรงเรียน บางกลุ่มก็อยู่ในไร่กับชาวบ้านบ้าง กีฬาก็ถือว่ามีตัวแทนทีมชาติมากมาย

 

Q. แล้วนอกจากร้านอาหาร อยากไปทำอะไรที่ญี่ปุ่นอีก

จริงๆ ก็อยากไปเที่ยว เที่ยวแบบ Backpack น่ะ คือเรามีเพื่อนอยู่ที่ญี่ปุ่น เคยคิดว่าอยากไปอยู่ญี่ปุ่น แต่หลายๆ คนก็มาเล่าให้ฟังว่าถ้าไปอยู่จริงๆ มันจะมีความเครียดสูง เพราะว่าประเทศเค้าเป๊ะมาก คนไทยอย่างเราเป็นสไตล์สบายๆ จะไปทำระบบเค้าเสียหมด บางคนถ้าไปเรียนต่อหรือไปทำงานมันจะมีความเครียดอีกแบบหนึ่ง คนญี่ปุ่นเค้าจะติดถึงคนอื่นก่อนคิดถึงตัวเอง จะทำอะไรกับบ้านตัวเองก็นึกถึงสองบ้านข้างๆ ก่อนเลย คิดถึงส่วนรวมก่อนเลยว่ามีปัญหาอะไรไหม

 

 

Q. อยากให้เล่าถึง Passion ของการเดินทาง

เราเป็นคนชอบเที่ยวตลอดเวลา ชอบการเดินทาง ตั้งแต่พ่อแม่เริ่มปล่อยให้เที่ยวเลย และเป็นการเที่ยวแบบ Backpack เราไปเที่ยวทัวร์ไม่เกินสามครั้งในชีวิต มันไม่เวิร์คสำหรับเรา เราชอบไปประเทศที่มันยังไม่ค่อยเจริญทางวัตถุมาก ยกตัวอย่างที่เราปลาบปลื้มมากๆ ก็คือทิเบต อาหารการกินที่นั่นก็แปลก เขากินเนื้อจามรีกัน ซึ่งมันก็จะกลิ่นแรงหน่อย และไม่กินปลา เพราะปลากับนกเป็นสัตว์ที่เขาใช้กินซากศพของคน คือที่นั่นเวลาคนตายเขาจะเอาร่างไปสับ แล้วไปโปรยให้นกกิน เป็นการกลับคืนสู่ธรรมชาติรูปแบบหนึ่ง ไม่ก็โยนลงน้ำให้ปลากิน มีอีกหลายวิธีอยู่ที่จะกลับคืนสู่ธรรมชาติในแบบของเขา คนทิเบตความศรัทธาเขาแน่วแน่มาก ความเชื่อของเขาคือชีวิตหนึ่งคุณจะต้องไปกราบพระที่พระราชวังโอตารามให้ได้ ซึ่งก็คือพระราชวังของเขา คนทิเบตก็จะส่งตัวแทนหมู่บ้านไป สมมติเราได้รับเลือกเป็นตัวแทนหมู่บ้าน เขาก็จะให้เราเอาเงินที่รวบรวมจากคนในหมู่บ้านติดตัว แล้วเราก็ต้องเดินทางไป คนในหมู่บ้านก็จะฝากตัวแทนคนนั้นกราบ บางคนก็ฝากกราบหนึ่งพันครั้ง อีกคนก็ต้องกราบอีกหนึ่งพันครั้ง วนไปแบบนี้เรื่อยๆ กราบแทนทุกคนในหมู่บ้านไป  

 

Q. การเดินทางสำคัญกับชีวิตมนุษย์อย่างไรครับ

การเดินทางส่วนหนึ่งมันก็คงเป็นเรื่องของการพักผ่อนใช่ไหม บางคนพักผ่อนและได้ความรู้ด้วย มันอยู่ที่มุมมองของแต่ละคน บางคนก็ช็อปปิ้งอย่างเดียว ไม่ดูวิถีชีวิตคนเลย บางคนก็ไปดูวิถีชีวิตอย่างเดียว ไม่เข้าเมืองดูความเจริญเลย ก็แล้วแต่คนไป สำหรับเรา เราจะไม่ค่อยช็อปปิ้งเท่าไหร่ ชอบไปดูวิถีชีวิตคนมากกว่า เพราะว่านับวันคุณจะยิ่งไม่ได้เห็นสิ่งเหล่านั้นนะ มันจะค่อยๆ หายไป เราเคยได้ไปนครวัดตอนที่เขายังยิงกันอยู่ เราได้เห็นเด็กอายุสิบสามสะพายปืน มือหนึ่งถือไวน์ แล้วก็ได้ยินเสียงเขายิงกันอยู่ห่างออกไปประมาณห้าสิบกิโลเมตร มันก็เห็นวิถีชีวิตของบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ว่าต่างกับประเทศเราเยอะมากๆ

 

Q. การได้มีโอกาสออกไปเห็นหลายๆ ประเทศ ทำให้เราอยากไปอยู่ที่ประเทศอื่นไหม

 เราเคยอยากไปอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่น แต่ก็คงไม่ได้ การไปอยู่ที่ประเทศอื่นหมายถึงคุณก็ต้องเรียนรู้ในวัฒนธรรมของเค้าด้วย เรื่องภาษาก็ส่วนหนึ่ง สุดท้ายเราเกิดที่นี่ เราก็คงต้องอยู่ที่นี่ บางอย่างของญี่ปุ่นก็น่าศึกษาและเรียนรู้เพื่อเอามาเปลี่ยนแปลงพัฒนาบ้านเราได้ บางอย่างก็อาจจะตึงเกินไปสำหรับคนไทย

 

Q. อยากให้ฝากถึงร้านอาหารใหม่ที่กำลังจะเปิดหน่อยครับ

ร้านอบอวลครับ เป็นอาหารทะเล ตอนนี้กำลังเตรียมการเปิด อีกสักพักหนึ่งก็น่าจะเปิดให้บริการ มันเริ่มมาจากการที่เรามีห้องเย็นอยู่ที่แม่กลอง ทำให้เรามีอาหารทะเลสดๆ ตลอดเวลา แล้วแม่ครัวก็เป็นมือเอก ทำให้เราค่อนข้างมั่นใจว่าจะต้องออกมาดีไม่แพ้ Kyoto Yoshino

 

ติดตามผลงานเพิ่มเติมได้ที่

Instagram: charmarmy

 

นักเขียน : NS.3

LIKE & SHARE

ชอบเรื่องนี้จนต้องบอกต่อ