3 เคล็ดลับควรรู้ เวลาเดินทางมาญี่ปุ่น!

ที่มา:  goo.gl/TX6Cxn

 

จะเดินทางมาประเทศที่ค่าครองชีพสูงอย่างญี่ปุ่นทั้งที เราก็อยากเดินทางให้สบายที่สุด โดยเสียเงินให้น้อยที่สุด ใช่มั้ยคะ? ถ้าคุณเป็นหนึ่งในนั้นแล้วล่ะก็ เราได้รวบรวมเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะช่วยคุณประหยัดเวลา แรงงาน หรือไม่ก็เงินในการเดินทางมาญี่ปุ่น แบบที่ถ้าไม่อ่านแล้วมารู้ทีหลัง จะเจ็บใจไปอีกนาน!

 

Tip#1  

ถ้าจะมาโตเกียวควรเลือกลงที่สนามบินฮาเนดะ!  ย้ำฮาเนดะ!

มีคนจำนวนไม่น้อยที่ติดชื่อสนามบินนาริตะ (Narita) ว่าเป็นสนามบินหลักของโตเกียว ส่วนฮาเนดะ (Haneda) เป็นสนามบินภายในประเทศ แต่จริงๆ แล้ว สนามบินฮาเนดะได้เปิดใช้เป็นสนามบินระหว่างประเทศมาหลายปีแล้ว และมีไฟลต์จากสายการบินไทย ANA และ Japan Airline บินตรงจากสุวรรณภูมิมาลงทุกวัน!

 

ที่มา:  goo.gl/euLvSX

 

สาเหตุหลักที่คุณควรบินมาลงที่ฮาเนดะก็เพราะมันใกล้กว่านาริตะมาก! สนามบินฮาเนดะถือว่ายังอยู่ในเขตโตเกียว ส่วนสนามบินนาริตะนั้นอยู่อีกจังหวัดหนึ่ง (เหมือนอยู่นนทบุรีหรือปทุมธานี) ถ้าคุณต้องเดินทางไปขึ้นเครื่องจากนาริตะตอนเที่ยงๆ คุณจะเสียเวลาทั้งเช้าไปกับการเดินทางเพื่อให้ทันเวลาเช็กอิน ในขณะที่ถ้าเป็นสนามบินฮาเนดะคุณจะมีเวลานั่งจิบกาแฟ เดินเล่นแถวโรงแรม ก่อนเดินทางชิลๆ ไปที่สนามบิน คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เวลาจะต้องเดินทางออกจากโตเกียว ถ้าสายการบินที่ใช้มีไฟลต์ที่ออกจากฮาเนดะแล้วล่ะก็ จ้างให้ก็ไม่มีใครยอมไปนาริตะแน่นอน

มาดูตารางเปรียบเทียบ ‘เวลา’ และ ‘ค่าใช้จ่าย’ ของการเดินทางจากสนามบินนาริตะ vs. ฮาเนดะถึงใจกลางโตเกียวอย่างง่ายๆ

 

ค่าตั๋วไป-กลับเวลาเดินทาง (โดยประมาณ)
จากสนามบินนาริตะ
โดยรถไฟ Narita Express4,000 เยน53 นาที
โดยรถไฟ Skyliner4,300 เยน41 นาที
โดยรถบัส Airport Limousine4,500 เยน1 ชั่วโมง 40 นาที
โดย Tokyo Shuttle Bus หรือ The Access Narita Bus2,000 เยน 1 ชั่วโมง 30 นาที
จากสนามบินฮาเนดะ
โดยรถราง Tokyo Monorail980 เยน13 นาที

 

 

ที่มา:  goo.gl/74GAx5

 

ดูแค่นี้ก็เห็นแล้วว่า การเลือกลงสนามบินฮาเนดะจะช่วยประหยัดทั้งเงินและเวลาของคุณขนาดไหน แต่ก็มีบางกรณีที่คุณอาจต้องเลือกลงที่นาริตะ อย่างเช่น

1) ในช่วงฤดูท่องเที่ยว บางทีตั๋วเครื่องบินที่มาลงสนามบินฮาเนดะจะค่อนข้างแพงมากเนื่องจากความนิยม ตั๋วที่บินไปลงที่สนามบินนาริตะจะถูกกว่า (แม้รวมค่าเดินทางเข้าโตเกียวแล้ว บางทีถูกกว่าหลายพันบาท) กรณีแบบนี้อาจเลือกประหยัดเงิน และยอมเสียเวลาเดินทางนิดหน่อย)

2) หากคุณมีตั๋ว JR Pass สามารถครอบคลุมบริการรถไฟ Narita Express จากนาริตะ-โตเกียว ทำให้ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางเข้าโตเกียว ก็อาจเลือกลงนาริตะ แต่ก็ต้องยอมเสียเวลาเดินทางไป-กลับเพิ่มขึ้นเช่นกัน

สรุปว่าจุดตัดสินหลักคือ หากราคาตั๋วที่มาลงนาริตะกับฮาเนดะราคาพอๆ กัน ควรเลือกลงที่ฮาเนดะ!

 

Tip#2

เดินทางแบบตัวเบาๆ ด้วยบริการจัดส่งสัมภาระจากสนามบิน<—>โรงแรม

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่มักเดินทางมาญี่ปุ่นพร้อมกระเป๋าใบยักษ์ การลากกระเป๋าขึ้น-ลงสถานีรถไฟที่นี่ไม่ใช่เรื่องสนุกเลย เพราะไม่ใช่ทุกสถานีจะมีบันไดเลื่อนหรือลิฟต์คอยบริการคุณเสมอ

 

ที่มา: goo.gl/GqWtKw

 

การเรียนรู้จากคนญี่ปุ่น (โดยเฉพาะผู้สูงอายุ) ทำให้เราพบว่า เคล็ดลับในการเดินทางให้ดูตัวเบาๆ ชิลๆ ไม่ฉุดกระชากลากถูกระเป๋าในที่สาธารณะ (ซึ่งทำให้คุณดูไม่เท่ห์อย่างแรง) ก็คือ การใช้บริการสุดวิเศษของญี่ปุ่นที่เรียกว่า Airport Delivery Service หรือบริการส่งสัมภาระขนาดใหญ่ไป-กลับจากสนามบิน เป็นบริการสำหรับจัดส่งกระเป๋าเดินทางหรือสัมภาระขนาดใหญ่ไปรอคุณล่วงหน้าที่จุดรับฝากของบริษัทที่สนามบินหลักๆ ในญี่ปุ่น หรือจากสนามบินไปยังโรงแรมที่คุณจะเข้าพัก

เงื่อนไขหลักในการใช้บริการคือ กระเป๋าหรือกล่องที่จะส่งต้องมีขนาด ความยาว+ความกว้าง+ความสูง รวมกันไม่เกินขนาดและน้ำหนักที่บริษัทกำหนด (แต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน) เช่น ของ Kuroneko Yamato ขนาด (3 ด้านรวมกัน) ต้องไม่เกิน 160 ซม. น้ำหนักไม่เกิน 25 กก.

หากผ่านเงื่อนไขนี้ เมื่อเดินทางมาถึงสนามบินที่ญี่ปุ่น พอออกจากเขตตรวจคนเข้าเมืองมาสู่บริเวณ Arrival ให้มองหาจุดบริการของบริษัทเหล่านี้ แล้วกรอกใบส่งพัสดุพร้อมฝากกระเป๋า บริษัทจะนำกระเป๋าของคุณส่งถึงโรงแรมภายใน 2 วัน (เป็นส่วนใหญ่ บางบริษัทจัดส่งในวันเดียวกัน)

 

ที่มา:  goo.gl/j33xAh

 

ส่วนเวลาจะเดินทางกลับ ก็สามารถส่งกระเป๋าจากโรงแรมหรือร้านสะดวกซื้อ หรือจุดบริการของบริษัทก่อนวันเดินทาง ไปไว้ที่จุดรับบริการของบริษัทที่สนามบิน พอไปถึงสนามบิน เราก็แค่ไปรับกระเป๋าและ Check-in กับสายการบิน เป็นอันเรียบร้อย ไม่มีการฉุกกระชากลากถูกจนเหงื่อแตกก่อนมาถึงสนามบิน

ถามว่าแล้วระหว่าง 1-2 วันที่บริษัทรับกระเป๋าเราไป เราจะใช้อะไร?

แนะนำว่า ให้แบ่งเฉพาะเสื้อผ้าสำหรับ 1-2 วันนั้นพร้อมของใช้ส่วนตัวใส่กระเป๋าใบเล็กแค่พอใช้ ซึ่งคุณลากติดตัวไปด้วยได้ง่าย หรือกรณีคนที่มีเด็กเล็กเดินทางมาด้วย ซึ่งต้องดูแลเต็มไม้เต็มมืออยู่แล้ว ก็ไม่ต้องมากังวลกับกระเป๋าใบใหญ่

ตัวอย่างค่าบริการ Airport TA-Q-BIN ของบริษัท Kuroneko Yamato ถ้าส่งกระเป๋าจากโรงแรมในเขตโตเกียวถึงสนามบินนาริตะหรือฮาเนดะจะอยู่ที่ประมาณ 1,500 – 2,700 เยน (ขึ้นกับขนาดกระเป๋า) ราคา (ณ วันที่เขียน) คือ

ขนาดกระเป๋า (กว้าง+ยาว+สูง)ราคา
60 ซม.1,555 เยน
80 ซม.1,771 เยน
100 ซม.2,009 เยน
120 ซม.2,225 เยน
140 ซม.2,462 เยน
160 ซม.2,678 เยน

 

มีบริษัทไหนให้บริการบ้าง?

บริษัทใหญ่ๆ ที่ให้บริการ ได้แก่ Kuroneko Yamato (โลโก้เป็นรูปแมวดำ) Sagawa (โลโก้สีฟ้า) และ JAL ABC เราสรุปข้อดี-ข้อจำกัดของแต่ละเจ้ามาให้เปรียบเทียบกันง่ายๆ

 

  • บริการ Airport TA-Q-BIN ของบริษัท Kuroneko Yamato

 

ที่มา:  goo.gl/AnX3QD
ตัวอย่างใบกรอกใช้บริการ Airport TA-Q-BIN ของบริษัท Kuroneko Yamato ที่มา:  goo.gl/iHHa7q

 

จุดเด่น

  1. ให้บริการครอบคลุมสนามบินทั่วประเทศ
  2. รับจัดส่งกระเป๋าขนาดใหญ่ถึง 160 ซม. และหนักได้ถึง 25 กก.

ข้อจำกัด

  1. ต้องส่งกระเป๋าก่อนเดินทาง 2 วัน
  2. ไม่มีบริการรับฝากกระเป๋าที่เคาน์เตอร์ แต่สามารถระบุว่าจะรับกระเป๋าภายใน 1 สัปดาห์หลังจากส่งกระเป๋าให้พนักงานแล้ว

เว็บไซต์

http://www.kuronekoyamato.co.jp/en/tourist/airport/index2.html

 

  • บริการ Sightseeing Without Baggage ของบริษัท Sagawa

 

ที่มา:  goo.gl/vmVgxo

 

จุดเด่น

  1. มีบริการรับฝากและจัดส่งกระเป๋าเดินทางแบบ Same Day ไปยังโรงแรมที่พักจากเคาน์เตอร์ของบริษัทในจุดท่องเที่ยวหลักคือ Tokyo Skytree อาซากุสะ ชินจุกุ และสถานีรถไฟโตเกียว ค่ารับฝากกระเป๋า 500-800 เยน/ใบ/วัน ค่าบริการจัดส่งไปยังโรงแรมใน 23 เขตของโตเกียวและดิสนีย์แลนด์ 1,815 เยน
  2. มีบริการจัดส่งกระเป๋าเดินทางจากโรงแรมที่พักในเขตโตเกียวถึงสนามบินฮาเนดะแบบ Same Day และถึงสนามบินนาริตะแบบ Next Day ค่าบริการ 2,463 เยน

ข้อจำกัด

  1. ขนาดกระเป๋าที่จะจัดส่งต้องไม่เกิน 140 ซม. หนักไม่เกิน 20 กก. และต้องนำส่งกระเป๋าภายในเวลา 11.00 น.
  2. บริการรับฝากและจัดส่งกระเป๋ายังอยู่ในเขตโตเกียวเป็นหลักเท่านั้น

เว็บไซต์

http://www.sagawa-exp.co.jp/ttk/english/

 

  • บริการ Hands-Free Travel ของบริษัท JAL ABC

 

ที่มา:  goo.gl/rnXmgA

 

จุดเด่น

  1. มีบริการรับฝากและจัดส่งสัมภาระจากเคาน์เตอร์ที่สนามบินนาริตะหรือฮาเนดะไปยังที่พักในเขตโตเกียว ค่าจัดส่ง 1,740 เยน และจากที่พักในเขตโตเกียวไปยังสนามบิน 2,160 เยน ค่ารับฝากกระเป๋าไว้ที่เคาน์เตอร์สนามบินนาริตะ ขนาด S ราคา 310 เยน ขนาด M ราคา 520 เยน และขนาด L ราคา 830 เยน

ข้อจำกัด

  1. ขนาดกระเป๋าที่จะจัดส่งต้องไม่เกิน 120 ซม. และหนักไม่เกิน 20 กก. (หากเกินจะคิดค่าบริการเป็นแบบOversized)
  2. จุดบริการหลักคือ สนามบินนาริตะและสนามบินคันไซ

เว็บไซต์

http://www.jalabc.com/english/index.html

การส่งกระเป๋าไป-กลับจากสนามบินอาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มนิดหน่อย แต่ถ้าคิดว่าช่วยประหยัดแรงงานและทำให้การเดินทางสะดวกสบายขึ้น ก็ถือว่าเป็นการซื้อบริการที่ค่อนข้างคุ้มทีเดียว

 

Tip#3

จะหิ้วหนักไปทำไม ในเมื่อญี่ปุ่นมีล็อกเกอร์ให้คุณฝากของไว้ตามสถานีรถไฟทั่วไป!

ข้อนี้รู้ไว้ไม่เชิงช่วยประหยัดเงิน แต่จะช่วยประหยัดแรงงานอันมีค่า ให้คุณได้ไปเมามันส์กับการเดินชมเมืองหรือช็อปปิ้งอย่างเต็มที่

ในวันเดินทางที่คุณมีกระเป๋าหอบลากติดตัวไปด้วย แต่ก็มีเวลาเดินเล่นอีกสักสองสามชั่วโมง ถ้ามีเหรียญ 100 เยนอยู่บ้าง แนะนำให้ฝากกระเป๋าไว้ที่ล็อกเกอร์แถวสถานี แล้วเดินช็อปอย่างสบายๆ หรือในวันที่คุณช็อปจนถุงเต็มมือแต่ยังอยากช็อปต่อ ล็อกเกอร์ก็มีไว้เพื่อการนี้! 🙂

 

ที่มา:  goo.gl/qoYWTi

 

การที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่คนใช้รถไฟเป็นหลัก ทำให้การมีล็อกเกอร์ฝากของตามสถานีเป็นสิ่งจำเป็น คุณสามารถหาล็อกเกอร์ได้ง่ายๆ ตามสถานีทั่วไป และส่วนใหญ่ล็อกเกอร์จะมาใน  3 ขนาดคือ เล็ก กลาง และใหญ่

ขนาดล็อกเกอร์ (สูง x กว้าง x ลึก)ราคา
เล็ก (35x34x57 ซม.)ประมาณ 300 เยน
กลาง (57x34x57 ซม.)ประมาณ 400 เยน
ใหญ่ (117x34x57 ซม.)ประมาณ 500-600 เยน

 

ตู้ล็อกเกอร์มี 2 แบบคือ

 

ที่มา:  goo.gl/egzkR2
ที่มา:  goo.gl/e7PtY3

 

  • แบบหยอดเหรียญ (ใช้เหรียญ 100 เยนเท่านั้น)

วิธีใช้ : 

1) หาตู้ที่ยังมีกุญแจเสียบคาอยู่ 2) เปิดใส่ของเข้าไป 3) หยอดเหรียญค่าล็อกเกอร์ตามราคา 4) ดึงกุญแจออกแล้วเก็บไว้ให้ดี 5) ตอนมารับของ เพียงเสียบกุญแจและเปิดเอาของออก

 

ที่มา:  goo.gl/4DTfp8

 

  • แบบใช้บัตร IC Card (ใช้กับบัตร Suica หรือ Pasmo ได้)

วิธีใช้ขึ้นอยู่กับประเภทของตู้ แต่โดยส่วนใหญ่จะมีวิธีใช้คล้ายๆ กันคือ

  1. กรณีจ่ายด้วยบัตร IC Card

 

ที่มา:  goo.gl/h7OF3o

 

เวลาฝากกระเป๋า

1) ใส่กระเป๋าในล็อกเกอร์ที่ว่างอยู่แล้วปิดประตู 2) กดปุ่มที่หน้าจอที่เป็นรูปบัตร IC Card 3) แตะบัตร IC Card ของคุณบนแท่นรับ 4) เก็บใบเสร็จที่เครื่องพิมพ์ออกมา

เวลามารับกระเป๋า

1) กดปุ่มที่หน้าจอรูปนำกระเป๋าออก 2) กดปุ่มรูปบัตร IC Card 3) แตะบัตร IC Card ที่ใช้ตอนฝากกระเป๋า 4) ตู้ของคุณจะเปิดออกโดยอัตโนมัติ

  1. กรณีจ่ายด้วยเงินสด

 

ที่มา:  goo.gl/h7OF3o

 

เวลาฝากกระเป๋า

1) ใส่กระเป๋าในล็อกเกอร์ที่ว่างอยู่แล้วปิดประตู 2) กดปุ่มที่หน้าจอที่เป็นรูปเงินสด 3) จ่ายเงินค่าล็อกเกอร์ 4) รับใบเสร็จที่เครื่องพิมพ์ออกมา* (บนใบเสร็จจะมีรหัสเปิดตู้ ควรเก็บไว้ให้ดี)

เวลามารับกระเป๋า

1) กดปุ่มที่หน้าจอรูปนำกระเป๋าออก 2) กดปุ่มรูปเงินสด 3) ใส่หมายเลขรหัสจากใบเสร็จที่เก็บไว้ 4) ตู้ของคุณจะเปิดออกโดยอัตโนมัติ

 

ที่มา:  goo.gl/e7PtY3

ที่มา:  goo.gl/e7PtY3

 

ข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้ล็อกเกอร์

1) สำหรับล็อกเกอร์ส่วนใหญ่ ราคาที่คิดจะนับจากเวลาเที่ยงคืนถึงเที่ยงคืน (ของอีกวัน) หากลืมของในล็อกเกอร์แล้วมาเปิดวันถัดไปก็จะต้องเสียค่าล็อกเกอร์เป็นสองเท่า

2) คุณสามารถฝากของไว้ในล็อกเกอร์ได้ไม่เกิน 3 วัน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟจะมาเคลียร์ของในตู้ออก

3) ตู้ล็อกเกอร์ในแต่ละที่อาจมีกฎการใช้ต่างกันบ้างเล็กน้อย หากมีข้อสงสัย ควรอ่านรายละเอียดการใช้ของตู้นั้นๆ (อาจถ่ายรูปไว้) เนื่องจากอัตราค่าบริการ ระยะเวลาให้บริการ หรือกรณีทำกุญแจสูญหาย จะมีวิธีปฏิบัติต่างกันไป

4) เพื่อกันลืมว่าฝากของไว้ในตู้ไหน อาจจะถ่ายรูปของบริเวณล็อกเกอร์นั้นและตู้ที่ตัวเองฝากของไว้ด้วย จะได้กลับมาเอาของถูก (อย่ามัวแต่รีบไปช็อปปิ้งจนลืมว่าใส่ของไว้ในตู้แถวไหนนะคะ 🙂

คิดว่าเทคนิค 3 ข้อนี้จะช่วยให้การเดินทางมาญี่ปุ่นของคุณสะดวกขึ้นไม่มากก็น้อยนะคะ ใครมีเพื่อน ญาติพี่น้อง หรือคนรู้จักที่กำลังจะมา ก็ช่วยกันแชร์เทคนิคข้างบน จะได้ช่วยทุ่นแรง เงิน และเวลา ทำให้สนุกกับการเดินทางในญี่ปุ่นมากขึ้น แล้วจะหา Tips เล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยให้การมาเที่ยวญี่ปุ่นของคุณราบรื่นและสนุกขึ้น มาฝากใหม่ในโพสต์หน้าค่ะ  

 

นักเขียน : Yono Naka

LIKE & SHARE

ชอบเรื่องนี้จนต้องบอกต่อ